กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอินเดียมิดแคปเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-INDIAMRMF)

กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอินเดียมิดแคปเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-INDIAMRMF)

อัพเดทสถานการณ์จากผู้จัดการกองทุนหลัก Kotak India Mid Cap Fund

ตลอดปี 2019 หุ้นอินเดียขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid to Small Cap) สร้างผลตอบแทนได้น้อยกว่าหุ้นอินเดียขนาดใหญ่ (Large Cap) เพราะเศรษฐกิจมหภาคมีอัตราการเติบโตที่ลดลงชัดเจน สภาพคล่องในระบบทรงตัว ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น ในวัฎจักรดังกล่าวหุ้นขนาดกลางและเล็กมักจะให้ผลตอบแทนโดยเปรียบเทียบด้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่อยู่เสมอ ประกอบกับบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มมิดแคปส่วนใหญ่มีรายได้มาจากภาคชนบทและรัฐต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีประเด็น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจ เช่น การปฏิรูปภาษี GST (Goods and Services Tax), Insolvency Bankruptcy Code, Real Estate Regulatory Act และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการผลิตรถยนต์ สิ่งทั้งหมดที่ว่านี้ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลงต่อเนื่องมา 5 ไตรมาสติดต่อกัน จากระดับ 8% สู่ 7% (ในไตรมาส 3 ปี 2018) เป็น 6.6% (ในไตรมาส 4 ปี 2018) เป็น 5.8% (ในไตรมาส 1 ปี 2019) เป็น 5.0% (ไตรมาส 2 ปี 2019) และ 4.5% (ไตรมาส 3 ปี 2019) โดยภาคการผลิตเป็นตัวการสำคัญของการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจ

GDP Growth Slowdown

Source: Kotak Asset Management, January 2020

สรุปปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัว

  1. บรรยายกาศด้านการลงทุนภายหลังเกิดวิกฤตภาคสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFC: Non-Bank Financial Corporation) จนนำมาสู่การขาดเงินทุนหมุนเวียนของธนาคารภาครัฐ
  2. ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว
  3. ผลต่อเนื่องภายหลังการปฏิรูปการใช้ธนบัตรและการปฏิรูปโครงสร้างภาษีระดับประเทศในปี 2017
  4. ภาคการผลิตชะลอตัวลงอย่างรุนแรงส่งผลให้แผนธุรกิจลดปริมาณสินค้าคงคลัง

ท่ามกลางวัฏจักรเศรษฐกิจชะลอตัว ทางการอินเดียพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายและลงทุน ด้วยการใช้นโยบายการเงินและการคลัง

ด้านนโยบายการเงิน ได้ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้ว (ปี 2019) โดยเริ่มลดดอกเบี้ยลงตั้งแต่เดือน ก.พ. ถึงเดือน ต.ค. รวมทั้งสิ้น 1.35% ครั้ง ล่าสุดได้ปรับลดไปเมื่อวันที่ 4 ต.ค.2019 เป็นการปรับลด -0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 5.15%

ด้านนโยบายการคลังอินเดียได้ประกาศแผนปรับลดภาษีช่วงเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว วัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นภาพการผลิต โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลพื้นฐาน ลงเป็นอัตราใหม่ 22-25% จากเดิม 30% คิดเป็นมูลค่า 1.45 ล้านล้านรูปี (1.45 lakh crore)
หรือประมาณ 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

1.1 สำหรับบริษัทและ/หรือนิติบุคคลอินเดีย (การปรับลดในครั้งนี้รวมถึงธุรกิจที่ไม่เคยได้รับประโยชน์ยกเว้นมาก่อนด้วย)

1.2 ทำให้นิติบุคคลเหล่านี้ เสียอัตราภาษีแท้จริง* (Effective tax rate) ลดลงเป็นใหม่ 25.2% จากเดิม 34.90%
*อัตราภาษีแท้จริง รวมค่าใช้จ่ายอื่น และเงินอุดหนุนแล้ว

2.ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลพิเศษ ในอัตราใหม่ 15% จากอัตราเดิม 25%

2.1 สำหรับบริษัทและ/หรือนิติบุคคลใหม่ที่อยู่ในภาคการผลิต ทั้งที่จัดตั้งและเปิดดำเนินการผลิต ก่อนและหลังวันที่ 1 ต.ค. 2019 เป็นต้นไป

2.2 ทำให้นิติบุคคลเหล่านี้ เสียอัตราภาษีแท้จริง (Effective tax rate) ลดลงเป็นใหม่ 17.01% เป้าหมายก็เพื่อกระตุ้นภาคการผลิตและส่งเสริม/สานต่อแนวคิด “Make-in-India” ของพรรค BJP โมดิ

หมายเหตุ: อัตราภาษีแท้จริง รวมค่าใช้จ่ายอื่น และเงินอุดหนุนแล้ว

3. ปรับลดอัตราภาษีขั้นต่ำที่ใช้กับนิติบุคคลทุกประเภทลง (MAT: Minimum Alternate Tax) เป็นอัตราใหม่ 15.0% จากอัตราเดิม 18.5%

4. บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (Listed Company) ที่มีการซื้อคืนหุ้น (Share buyback) ของกิจการตนเอง ก่อนวันที่ 5 ก.ค. 2019 จะไม่ถูกบังคับจากภาษี Buyback tax

ด้วยเหตุนี้ผู้ถือหน่วยลงทุนจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของดัชนีหุ้นอินเดียในกลุ่มมิดแคปช่วงเดือนธ.ค. 2019 – ม.ค. 2020 ชัดเจนขึ้น

ปัจจัยบวกและลบต่อการลงทุนหุ้นอินเดียมิดแคป

(+) สองปีมาแล้วที่หุ้นอินเดียในกลุ่มมิดแคปให้ผลตอบแทนน้อยกว่าดัชนีหุ้นอินเดียในกลุ่มลาร์จแคปถึง 30% (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยดัชนี Nifty เพิ่มขึ้น +18.8% ขณะที่ดัชนี Nifty Mid Cap -17.3% และดัชนี Nifty Small Cap -34.2%

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปรับลดภาษีนิติบุคคลลงในเดือน ก.ย. 2019 หุ้นในกลุ่มมิดแคปกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยผลตอบแทนดัชนีตลาดตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ย. 2019 ถึงวันที่ 10 ม.ค. 2020 ผลตอบแทนดัชนี Nifty Mid Cap สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8.0% สูงกว่าดัชนี Nifty ที่เพิ่มขึ้น 6.4%

กราฟแสดงระดับมูลค่า (Valuation) เมื่อวัดจากระดับราคาตลาดเทียบกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (PE ratio) ระหว่างดัชนีตลาดหุ้นอินเดียมิดแคป (Nifty Mid Cap 100 Index) กับดัชนีตลาดหุ้นอินเดียลาร์จแคป (Nifty 50 Index)

ซึ่งจะพบว่าระดับมูลค่า (Valuation) ของดัชนีตลาดหุ้นอินเดียในกลุ่มมิดแคปกลับมาแตะระดับต่ำสุดที่เคยทำไว้ในปี 2013 ก่อนที่ดัชนี จะเข้าสู่ช่วงขึ้นรอบใหญ่ระหว่างปี 2013 – 2017

Portfolio detail: Kotak India Mid Cap Fund as of December 2019 

พอร์ตลงทุนมีบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธนาคารเป็นเป็นสัดส่วนสูง (ประมาณ 27% ของพอร์ต) เช่น ICICI Bank ผลประกอบการออกมาดี

กองทุนหลักถือครองเงินสดสิ้นเดือน ธ.ค. อยู่ประมาณ 1.46% ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ถือครองประมาณ 4%

กองทุนหลักปรับพอร์ตลงทุนช่วงเดือนธ.ค. 2019 ที่ผ่านมาด้วยการ 

เพิ่มสัดส่วนการลงทุน: หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงิน สินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือย เฮลธ์แคร์

ลดสัดส่วนการลงทุน: หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น บริการด้านการสื่อสาร

Kotak India Midcap Fund – Key metrics

จำแนกพอร์ตกองทุนหลักตามธีมการลงทุน

จุดเด่นบริษัทลงทุน 3 อันดับแรก

1. ICICI Bank


เป็นธนาคารเอกชนให้บริการสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อธุรกิจ ประกันชีวิต การลงทุนในบริษัทที่อยู่ในระยะเริ่มต้นกิจการ วาณิชธนกิจ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ มีสาขากว่า 18,210 แห่ง

จุดเด่น: มีช่องทางจำหน่ายแข็งแกร่ง มีฐานเงินฝากที่ใหญ่และต้นทุนต่ำ มีฐานะการเงิน/เงินทุนแข็งแกร่ง

1.1 ICICI ประกาศประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ไปเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2018 ชื่อนาย Sandeep Bakhshi (อดีต COO: Chief Operating Officer) ตามกฏเกณฑ์นั้นมีระยะเวลา 5 ปี การที่บริษัทเปลี่ยนทีมบริหารใหม่ทำให้จะหันมาเน้นกลยุทธ์เติบโตทางด้านสินเชื่อลูกค้ารายย่อย สินเชื่อใช้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน แทนการปล่อยเงินกู้ระยะยาวในช่วงก่อนหน้า

1.2 หันมาเน้นเพิ่มความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น และผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ได้ 15% ภายในเดือน มิ.ย 2020

2. Bata India


ผู้ผลิตรองเท้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดียครอบครองส่วนแบ่งตลาด 9% ของตลาดรองเท้าในประเทศ

จุดเด่น: มีแบรนด์ที่แข็งแกร่งภายใต้เครื่องหมายการค้า อาทิ Bata, Hush Puppies, Power, North Star, Marie Claire, Sandak จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเจาะฐานลูกค้า

จุดเด่น: Bata ผลิตรองเท้ากว่า 50 ล้านคู่ต่อปี มีสาขากระจายตัวทั้งประเทศกว่า 1,300 แห่ง กว่าครึ่งหนึ่งเป็นสาขาที่ตั้งอยู่ในเมือง /แม้มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจรองเท้ายาวนานกว่า 100 ปี แต่บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับตลาดรองเท้าสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่

3. Divi’s Laboratories Limited

บริษัทผู้ผลิตยาซึ่งเป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทยาข้ามชาติสำหรับยาประเภท API (Active Pharmaceutical Ingredient) ยาที่ Divi’s ผลิตคิดเป็นปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากจีน ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 11,000 คน นักวิทยาศาสตร์อีก 350 คน หลังจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ ค.ศ. 1990 บริษัทมีตัวเลขข้อมูลทางสถิติที่ดีด้านการตรวจสอบคุณภาพของยาและการปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ จากองค์การอาหารและยามาโดยตลอด

จุดเด่น:

3.1 ได้รับประโยชน์ในระยะสั้นถึงกลาง จากปัจจัยที่รัฐบาลจีนเข้าควบคุมคุณภาพของบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศ อุปทานยาประเภท API ในตลาดโลกลดลง (จีนเป็นผู้ผลิตยาประเภท API รายใหญ่ของโลกเช่นกัน)

3.2 มีแผนลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนใน 2 ปีข้างหน้าอีก 16.5 พันล้านรูปี ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตให้กับธุรกิจ

กองทุนหลัก (Master Fund)

ชื่อ: Kotak Funds: India Midcap Fund

วัตถุประสงค์การลงทุน: แสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวจากการลงทุนโดยลงทุนอย่างน้อยสองในสามของสินทรัพย์ในตราสารทุน/ตราสารที่ใกล้เคียงกับตราสารทุนซึ่งมีมูลค่าตลาดขนาดกลางและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย

วันจดทะเบียน: 25 May 2010

ประเทศที่จดทะเบียน: ลักเซมเบิร์ก

สกุลเงิน: USD

เกณฑ์วัดผลการดำเนินงาน (Benchmark): MSCI World Healthcare Net

Bloomberg (A): KIMDCLJLX Equity

Fund Size: USD 2.0 billion as of January 2020

NAV: USD 17.41 as of January 2020

Beta: 0.84

Volatility: 17.75

Information ratio: 0.81

ผลการดำเนินงานกองทุนย้อนหลัง (ข้อมูลเดือน 31 ม.ค. 2020)