กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอินเดียมิดแคปเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-INDIAMRMF)

กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอินเดียมิดแคปเพื่อการเลี้ยงชีพ (B-INDIAMRMF)

สรุปภาวะตลาดและการลงทุนของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นอินเดียมิดแคปเพื่อการเลี้ยงชีพ

ไตรมาสที่ผ่านมาสถานการณ์ตลาดในประเทศอินเดียเผชิญกับความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง (Sharp correction) เกิดขึ้นกับทั้งตลาดตราสารทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีสาเหตุมาจาก

  1. ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ COVID-19
  2. วิกฤตราคาน้ำมันอันเกิดจากความไม่ลงรอยกันระหว่างประเทศรัสเซียและประเทศซาอุดิอาระเบีย

ณ ตอนนี้หากดูสถานการณ์ของธนาคารกลางทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ต่างปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง มีการกลับมาดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศด้วยว่าจะซื้อคืนตราสารหนี้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน่าลงทุน หากเทียบกับวิกฤตปี ค.ศ. 2008 เฟดเข้าซื้อแต่ตราสารหนี้ที่อยู่ระดับน่าลงทุนเท่านั้น

ในส่วนของอินเดียผู้จัดการกองทุนหลักอกล่าวว่า แม้ประเทศเราเผชิญกับปัจจัยลบทั้งจาก COVID-19 และราคาน้ำมัน แต่ก็ได้เห็นยาแรงจากนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเช่นกัน ในอินเดีย รัฐบาลมีการล็อคดาวน์ทั้งประเทศกินระยะเวลา 21 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2020 แต่อาจจะมีการขยายระยะเวลาต่อไปอีก 19 วันจนถึงวันที่ 3 พ.ค. 2020

หากผู้ถือหน่วยสังเกตผลตอบแทนหุ้นอินเดียขนาดใหญ่เมื่อวัดจาก Nifty 50 พบว่า ลดลง 29.3% ขณะที่หุ้นมิดแคปลดลง 31.6% หุ้นสมอลแคปลดลง 38.4% ในไตรมาสแรก

ในแง่ของกระแสเงินไหลเข้า/ออกตลาดหุ้นพบว่า นักลงทุนสถาบันต่างประเทศเป็นผู้ขายสุทธิ 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นักลงทุนในประเทศ (เช่น กองทุนรวม และบริษัทประกันชีวิตในอินเดีย) เป็นผู้ซื้อสุทธิ 10.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในห้วงเวลาที่ว่านี้ ธนาคารกลางอินเดียได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้วรวม 75 bps จาก 5.15% สู่ระดับ 4.40% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมการซื้อหลักทรัพย์ โดยมีสัญญาจะขายคืนตามธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน (Reverse Repo) ลง 90 bps สู่ระดับ 4.00% รวมถึงประกาศพักการชำระหนี้สำหรับเงินทุนหมุนเวียนของกิจการเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. 2020) อีกทั้งยังเพิ่มสภาพคล่องอีกจำนวน 3.74 ล้านล้านรูปี คิดเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯเท่ากับ 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วยการปรับลดอัตราเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง 100 bps

เหนือสิ่งอื่นใด หมายถึง เหนือจากสิ่งที่ธนาคารกลางอินเดียได้ทำมาหมดแล้วดังที่กล่าวไว้ข้างต้น สิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้คือ งบประมาณจากทางรัฐบาลกลางซึ่งรัฐมนตรีคลัง นาง Nirmala Sitharaman ได้เสนอไว้เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2020 ว่าด้วยเรื่องการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนระยะยาวในประเทศ กระทรวงคลังอินเดียได้ออกมาตรการยกเว้นภาษีทั้งจำนวนให้กับกองทุนของรัฐบาลต่างชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่นำสภาพคล่องส่วนเกินของประเทศนั้นๆ มาลงทุนในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นการลงทุนในตราสารการเงินเช่น หุ้นสามัญ (ซึ่งเดิมกำไรส่วนเกินทุนสำหรับการลงทุนระยะสั้นเสียภาษีที่ประมาณ 17% กำไรส่วนเกินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาวเสียภาษีที่ประมาณ 12%) ปัจจุบันยกเว้นภาษี รวมถึงธุรกิจที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต การลงทุนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลงทุนระยะยาว รัฐบาลมีการแปรรูป (Privatization) สายการบินแห่งชาติชื่อแอร์อินเดียเพื่อให้ต่างชาติถือครองได้ถึง 100% มีการระดมทุนขนาดใหญ่ผ่านการเสนอขายหุ้นเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทประกันชีวิตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชื่อว่า แอลไอซี ลิมิเตท รวมถึงปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง

ที่มา: Kotak Asset Management, April 2020

ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ทางการอินเดียใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลังจัดการกับปัญหานี้อย่างไรบ้าง

  1. ธนาคารกลางอินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 75 bps จาก 5.15% สู่ 4.40%
  2. ธนาคารกลางอินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืน (Reverse Repo) ลง 90 bps สู่ 4.00%
  3. สถาบันการเงินพักการชำระหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น สำหรับหนี้ที่กู้มาเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ระหว่างเดือนมี.ค.-พ.ค. 2020)
  4. กระทรวงการคลัง ใช้เครื่องมือการคลังมูลค่า 1.75 ล้านล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วน 0.80% ของ GDP ในรูปของเงินช่วยเหลือ และความช่วยเหลือด้านการยังชีพ อาทิ
    • เงินช่วยเหลือ 500 รูปีต่อเดือน ให้กับผู้หญิงอินเดียจำนวน 200 ล้านคน
    • เพิ่มเงินช่วยเหลืออีก 1,000 รูปีต่อเดือน ให้กับผู้ที่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญจำนวน 30 ล้านคน
    • เงินช่วยเหลือ 2,000 รูปีต่อปี ให้กับแรงงานจำนวน 50 ล้านคน
    • ความช่วยเหลือด้านการยังชีพ ได้แก่ แจกถังแก๊สทำอาหารฟรี 80 ล้านครัวเรือน

ที่มา: Kotak Asset Management, April 2020

ผลการดำเนินงานกองทุนหลักในไตรมาส 1Q2020

หากผู้ถือหน่วยลงทุนจำได้ เมื่อสิ้นไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2019 ทีมงานเคยอัพเดทให้ฟังว่ากองทุนหลัก Kotak India Midcap Fund ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะเวลาสามปีย้อนหลังที่ระดับ 9.00% ต่อปี แต่พอผ่านมาได้เพียงไตรมาสเดียว ผลตอบแทนย้อนหลังสามปีของกองทุนหลัก ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020 (หลังราคาหน่วยลงทุนปรับลดลง 32.35% ในระยะเวลาเพียงสามเดือน) กลับมาติดลบถึง 11.0% เห็นได้ว่า 3 เดือนนี้เป็นสามเดือนที่มีการปรับตัวอย่างรุนแรงมาก ในวันนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 20 เม.ย. 2020 ตลาด (ดัชนี Nifty 9,100- 9,200 จุด) ได้รีบาวนด์กลับมาจากจุดต่ำสุดในรอบนี้แล้ว 15-20%

ที่มา: Kotak Asset Management, April 2020

กลยุทธ์การบริหารพอร์ตลงทุนท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19

กองทุนหลักมีการกระจายการลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสถาบันการเงินมีสัดส่วนลงทุนประมาณ 24% กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (ทั้งประเภทที่จำเป็นและฟุ่มเฟือย) สัดส่วนลงทุนประมาณ 24% กลุ่มเภสัชกรรมประมาณ 14% กลุ่มไอที 4% เห็นได้ว่า กองทุนหลักให้น้ำหนักมากกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธนาคารและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และให้น้ำหนักกับหุ้นสำคัญในกลุ่มเฮลธ์แคร์ที่ชื่อว่า Divi Laboratories ซึ่งเป็นหุ้นตัวที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นให้กับพอร์ตกองทุนหลัก

ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 กองทุนหลักมีการปรับพอร์ตอย่างไร

กองทุนหลักยังคงถือครองเงินสดที่ระดับปกติ 5-6% ของพอร์ต ที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อยจาก COVID-19 และคาดว่าจะฟื้นตัวเร็วกว่าธุรกิจในกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ลดน้ำหนักลงทุนในกลุ่มสถาบันการเงินเพราะหุ้นกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง

สำหรับรายชื่อบริษัทสำคัญๆ ที่กองทุนหลักมีการลงทุนเพิ่ม ได้แก่ บริษัท Bharti Airtel Ltd. ทำธุรกิจสื่อสาร จุดเด่นมีผู้เล่นน้อยรายและมีฐานะทางการเงินดี มีภาระหนี้สินน้อย จึงเหมาะสมท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ราคาหุ้นยังเป็นบวกได้แม้อินเดียมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น กองทุนหลักมีการขายหุ้นที่ถือครองออกไป ได้แก่ บริษัท Sun TV Network Ltd แม้ว่าจะเป็นผู้ทำการบอร์ดคาสติ้งทีวีตามบ้านเรือน แต่ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งระหว่างและหลัง COVIT-19 จบสิ้นลง กองทุนหลักเชื่อว่ารายได้โฆษณาจะผันผวน

ที่มา: Kotak Asset Management, April 2020

ปัจจัยบวกและลบต่อตลาดหุ้นอินเดียมิดแคป

(+) การเคลื่อนย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เนื่องจากอินเดียมีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ อีกทั้งมีรัฐบาลสนับสนุนผ่านการออกมาตรการ การลดภาษีธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา

(+) ระดับมูลค่าตลาดบริษัทจดทะเบียนเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ (Market cap to GDP) ระดับปัจจุบันอยู่ที่ 54% ทางผู้จัดการกองทุนหลักได้กว่าว่าเมื่อใดก็ตามที่ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำกว่า 50% ตลาดหุ้นอินเดียจากนี้ไปจะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

กราฟ: Valuation: Market cap to GDP

(+) การปรับเพิ่มลิมิตการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Limit) ในธุรกิจอินเดีย ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ผู้ลงทุนที่ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงเพื่อการซื้อขายปกติ หรือที่เรียกว่า Free Float นั้นเพิ่มขึ้น คาดว่าปัจจัยดังกล่าวทำให้สัดส่วนหุ้นอินเดียในดัชนี MSCI EM Index เพิ่มขึ้นประมาณ 55 bps

(+/-) เนื่องจากกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนหลังสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งอาจประมาณการณ์กำไรได้ไม่แม่นยำนักเพราะเหตุการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้จัดการกองทุนหลักจึงได้ประเมินมูลค่าดัชนีตลาดหุ้นอินเดีย (Nifty)

โดยเมื่อวัดจากราคาตลาดเทียบกับกำไรสุทธิ ณ ปัจจุบัน (Trailing P/E) แทน และจากข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี พบว่าราคาตลาดเทียบกับเทียบมูลค่าทางบัญชี (Trailing P/B) ซึ่งผู้จัดการกองทุนหลักมองว่าน่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินในตอนนี้มากกว่า ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.1x ถือว่ามีความน่าสนใจในรอบทศวรรษและอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการเงินปี ค.ศ. 2008

(-) ถ้าสถานการณ์แพร่ระบาด COVIT-19 ยาวนานกว่าเดือนมิ.ย. 2020 จะส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน และส่งผลต่อฤดูกาลทางการเกษตรของอินเดียตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. เป็นต้นไป

ที่มา: Kotak Asset Management, April 2020

กองทุนหลัก (Master Fund)

ชื่อ: Kotak Funds – India Midcap Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class J ACC

นโยบายการลงทุน: เป็นกองทุนรวมต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัททั่วโลก ที่มีการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์กระบวนการหรือบริการ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างสูงจากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี

วันที่จดทะเบียน: 23 พฤษภาคม 2014 (Share class J ACC)

ประเทศที่จดทะเบียน: ลักเซมเบิร์ก

สกุลเงิน: USD

เกณฑ์วัดผลการดำเนินงาน (Benchmark): NIFTY Midcap 100

Bloomberg code: KIMDCLJ LX Equity

Fund size: 1,212 Million USD

* Source: https://www.bblam.co.th/application/files/2315/8684/9153/KF_India_Midcap_Fund-Class_J_0420.pdf

ผลการดำเนินงานกองทุนย้อนหลัง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020)

สรุปประเด็นข่าวที่น่าสนใจ

ในวันที่ 20 เม.ย. 2020 ทางการอินเดียเตรียมที่จะเปิดให้ธุรกิจบางหน่วยงานตัดสินใจเลือกที่จะกลับมาทำงานตามปกติในสัปดาห์หน้าได้ โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคการเกษตร (ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 15% ของ GDP, แต่คิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของจำนวนแรงงานในประเทศ) ขณะที่โรงเรียน สถาบันการศึกษา ศาสนสถาน ศูนย์กีฬา โรงแรม ยังคงปิดทำการ อินเดียได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้มาตรการล็อคดาวนด์ได้เข้มงวดที่สุดในโลกเพราะไม่อนุญาตให้มีการขึ้นลงของสายการบินทั้งในและต่างประเทศ ไม่มีการให้บริการรถไฟ รถบัส แท็กซี่ ระบบขนส่งสาธารณะเลย

ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 อินเดียรายงานยอดผู้ติดเชื้อ 11,438 คน เสียชีวิต 377 คน แต่แพทย์ในอินเดียเชื่อว่าตัวเลขน่าจะต่ำเกินไปเพราะการทดสอบถึงการติดเชื้อหรือไม่ มีจำนวนน้อย นาย Shilan Shah นักเศรษฐศาสตร์อินเดียประจำหน่วยงาน Capital Economics กล่าวว่า การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ไม่น่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียมากนัก แต่อาจจะช่วยในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษย์ชน มากกว่า เนื่องจากประชากรต้องการเงินซื้ออาหาร อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในตลาดหุ้นให้น้ำหนักเชิงบวกต่อแผนต่างๆ ที่ออกมาใช้พยุงเศรษฐกิจ

เผยแพร่ ณ วันที่ 11 พ.ค. 2563 ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง