So…what’s next?

So…what’s next?

โดย…ดร.มิ่งขวัญ  ทองพฤกษา

Chief Economist, BBLAM 

หลังจากที่ฉายภาพเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์ข่าวสารบ้านเมือง ให้กับลูกค้า หรือการประชุมภายในบริษัท

ก็จะมีคำถาม Follow up เสมอว่า  “So… what’s next ?” แล้วให้ทำไงต่อ ?

คำถามสั้นมาก แต่หาคำตอบได้ยากมากเลยจริงๆ เลยนะคะ

นักเศรษฐศาสตร์ถูกสอนมาให้อธิบายอดีต ไม่ใช่ให้ทายอนาคต นี่เนอะ แต่พอมาอยู่ในวงการนี้แล้ว ก็ต้องปรับตัวหลายกระบวนท่าเหมือนกันค่ะ

ตอนนี้ก็ยังต้องฝึกฝนอยู่ และสิ่งนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะแชร์ให้กับเพื่อนๆ แบบนี้ค่ะ

เมื่อเราได้รับข่าวสารใดๆ ก็ตามมา เราควรจะประเมินสถานการณ์ แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่า “เราควรจะทำยังไงต่อ” ยิ่งหาคำตอบได้เร็ว แปลว่า เราจะได้สามารถ Move ได้ก่อน

บ่อยครั้งค่ะ พบว่า นักลงทุนหลายท่าน ใช้เวลากับการติดตามข่าวค่อนข้างมาก รู้ละเอียดทุกอย่าง อัพเดทสถานการณ์ทุกวัน แต่กลับไม่เปิด App ดูพอร์ตไม่ยอมแก้พอร์ตตัวเองเลย

หรือบางท่านมองว่า สถานการณ์ในอนาคตจะไม่เปลี่ยนแปลงจากข่าวในปัจจุบัน แล้วตัดสินใจซื้อขายตามข่าวตามปัจจุบัน แบบนี้จะกลับกลายเป็นว่า ตัดสินใจขายในเวลาที่ควรจะซื้อ แล้วไปตัดสินใจซื้อในเวลาที่ควรจะขาย

พูดมาถึงตรงนี้ มีแบบฝึกหัดหนึ่งอยากจะชวนให้เพื่อนๆ มาทำด้วยกันค่ะ

เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% พร้อมทั้งประกาศประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2022-23 ออกมาดังที่แสดงด้านล่างค่ะ

แบบฝึกหัด คือ เมื่อเพื่อนๆ เห็นข้อมูลดังกล่าวแล้ว เราควรทำไงกันต่อดีคะ

ให้เวลาคิด 5 นาที อย่าเพิ่งเลื่อนลงไปอ่านต่อนะคะ ^^

ส่วนตัวคิดแบบนี้ค่ะ

  1. แบงก์ชาติให้เศรษฐกิจไทย หรือ GDP เป็นภารกิจหลักก่อน เงินเฟ้อ
  2. ถ้าปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในตอนนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะรับไม่ไหว
  3. แบงก์ชาติดูจะไม่กังวลที่ไทยไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐฯ
  4. ในประมาณการเศรษฐกิจ แบงก์ชาติปรับประมาณการ GDP ลง โดยให้การบริโภคเอกชนชะลอลง คงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเหมือนเดิม และปรับการส่งออกดีขึ้น

สี่ข้อสังเกตหลัก ทำให้มองนัยต่อการลงทุนในระยะข้างหน้าดังนี้ค่ะ

  1. ปีนี้เราจะยังต้องอยู่กับเงินเฟ้อต่อไป เราอาจจะต้องระวัง Sector ที่มีความอ่อนไหวต่อเงินเฟ้อเช่น ธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ ธุรกิจที่ไม่สามารถ Pass-on ต้นทุนไปที่ลูกค้าได้
  2. ค่าเงินบาทน่าจะอยู่ทิศทางที่ทรงๆ ไปทางอ่อน (33-34.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) โดยในวันที่ Fed ปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกรอบ (ช่วงเดือน พ.ค.) อาจจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนได้มากกว่าตอนนี้
  3. สืบเนื่องจากข้อ 2 ธุรกิจที่ชอบบาทอ่อน เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ น่าจะได้รับอานิสงค์ที่ดีในตอนนั้น นอกจากนี้ กลุ่มส่งออกที่ได้รับการประมาณการที่ดีขึ้นในองค์ประกอบของ GDP ด้วย อีกทั้งไทยยังได้คืนดีกับซาอุฯ เราก็อาจจะเห็นข่าวดีเรื่องการส่งออกก็ได้นะ
  4. เงินเฟ้อและราคาน้ำมันยังคงตัวสูง อาจจะต้องระมัดระวังกลุ่ม Consumption เพราะคนอาจจะต้องรัดเข็มขัดการใช้จ่าย แต่กลุ่ม Finance อาจจะได้รับประโยชน์สำหรับคนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง
  5. และเมื่อ ธปท. ไม่ปรับประมาณการนักท่องเที่ยวในปีนี้เลย อีกทั้งรัฐบาลประกาศ Reopening จนหมดมุขแล้ว ก็อาจจะต้องมาถามตัวเองว่า หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่ดีดไปแรงจะมี Upside ได้อีกไหม โดยเราจะต้องถามตัวเองว่า เราอยากจะไปต่อ หรือจะพอแค่นี้
  6. ทั้งนี้ หาก ธปท.ประกาศประมาณการเศรษฐกิจครั้งหน้าในเดือน มิ.ย. มุมมองทั้งห้านี้ก็อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว เราต้องหาทางลงทุนกันใหม่

เพื่อนๆ ล่ะคะ มีคำตอบต่อคำถามว่า “ So… what’s next ?” อย่างไรกันบ้างคะ ^^

 

​​​​​​​