กองทุน B-SENIOR, B-SENIOR-X, B-INCOME และ B-INCOMESSF Q1/2023

กองทุน B-SENIOR, B-SENIOR-X, B-INCOME และ B-INCOMESSF Q1/2023

กองทุนผสมบีซีเนียร์สาหรับวัยเกษียณ (B-SENIOR) , กองทุนผสมบีซีเนียร์สาหรับวัยเกษียณ เอ็กซ์ตร้า (B-SENIOR-X), กองทุนเปิดบัวหลวงอินคัม (B-INCOME) และกองทุนเปิดบัวหลวงอินคัมเพื่อการออม (B-INCOMESSF)

ตราสารหนี้
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นถึงระยะกลางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ช่วงอายุไม่เกิน 1 ปี อัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้น 21 – 43 bps. จากกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มไหลออก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลงตามการลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ
• คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย มีมติปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps จาก 1.25% เป็น 1.50% เช่นเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลกที่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อพยายามสกัดเงินเฟ้อที่่เพิ่่มขึ้้นสููงในรอบหลายปี โดยในเดือนมกราคมมีการประชุมของธนาคารกลางหลักๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
• ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติเป็นเอกฉันท์ ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 25 bps สู่ระดับ 4.50 – 4.75% เป็นการชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังจากที่ได้ปรับขึ้นในอัตรา 50 bps ในการประชุมครั้งก่อนและในอัตรา 75 bps ในการประชุม 4 ครั้งก่อนหน้า โดยยังคงย้ำว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีความเหมาะสมเพื่อให้อยู่ในระดับที่จำกัดเศรษฐกิจเพียงพอในการนำพาเงินเฟ้อให้ชะลอกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมายที่ 2% โดยแนวโน้มของดอกเบี้ยหรือ Dot plot บ่งชี้ว่า Fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นแตะระดับสูงสุด (Terminal rate) ที่ 5.00-5.25% และคงที่ระดับดังกล่าวตลอดจนถึงสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย
• แนวโน้มตลาดตราสารหนี้ไทยในระยะต่อไป คาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจะปรับตัวตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งยังคงมองว่า กนง.จะค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยในช่วงครึ่งปีแรกจะยังคงเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่จากนโยบายการเงินตึงตัวทั่วโลกที่ยังมีแนวโน้มต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี รวมทั้ง Fed ที่แม้ว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 – 3 ครั้ง ซึ่งจะยังคงกดดันการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ประกอบกับเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในระดับสูงเกินเป้าหมายของ ธปท. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังมีความผันผวนสูงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว


ตราสารทุน
• ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว ทั้งในส่วนของตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ด้วยความคาดหวังว่า การขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ นั้นใกล้จะสิ้นสุดลง และการเปิดประเทศเร็วกว่าคาดของจีนจะเป็นแรงช่วยสนับสนุนต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งการประชุม FOMC ล่าสุดในวันที่ 31 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% นั้นเป็นไปตามที่ตลาดคาด ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณที่ดีและไม่ดีปะปนกัน โดยในภาคการจ้างงานนั้นนับว่าค่อนข้างดี ขณะที่ ดัชนีชี้วัดทางด้านธุรกิจภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวลงมากกว่าคาด ทำให้ความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ นั้นยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
• ทั้งนี้ Valuation ของหุ้นในตลาดหลักเช่น สหรัฐฯ อาจจะมีความตึงตัวไปบ้าง โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่ธุรกิจด้านเทคโนโลยีนั้น แม้ราคาจะนับว่าไม่แพง แต่ด้วยผลประกอบการล่าสุด พบว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีหลายตัวมีสัญญาณการชะลอตัวมากขึ้นของรายได้ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อการประเมินมูลค่าในอนาคต ส่วนหุ้นจีนที่ปรับตัวขึ้นมาเร็วก็อาจจะมีการถูกขายทำกำไรบ้าง เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเร็วเกินไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดต่างประเทศไม่ได้เป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยได้ในระยะสั้น
• ด้านตลาดหุ้นไทย แม้จะไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากนักตั้งแต่ต้นปีนี้ ด้วย Valuation ที่ตึงตัวไปบ้างในบางธุรกิจที่เกี่ยวกับการเปิดประเทศ ซึ่งราคาหุ้นขึ้นมาสะท้อนความคาดหวังไปแล้วในช่วงก่อนหน้า แต่นักลงทุนยังคงมีความหวังกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่อาจจะช่วยให้ธุรกิจในบางกลุ่มสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดได้ ประกอบจากการคาดการณ์ของสำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งมีมุมมองว่า
• เศรษฐกิจไทยนั้นจะเติบโตได้มากกว่าเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งมากกว่าตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดความผันผวนในด้านลบ จึงคาดว่า SET Index น่าจะอยู่ในลักษณะ Side-ways ไปอีกสักพักหนึ่ง ประกอบกับค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาอ่อนค่าอาจจะทำให้นักลงทุนต่างชาติลดปริมาณการซื้อต่อเนื่องลง
• กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ผลประกอบการมีแนวโน้มดีขึ้น ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและการกลับมาของภาคการท่องเที่ยว โดยเน้นตัวที่ยังมี Valuation ไม่ได้สูงมากนัก เช่น ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจธนาคาร เป็นต้น


สินทรัพย์ทางเลือก
• กำไรของกลุ่ม REITs ในปีนี้คาดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในระดับ 10% ต่อปี ในขณะที่ราคา Thai REITs ยังอยู่ระดับช่วงเกิด COVID-19 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ราคาของกลุ่ม REITs ยังถูกแรงกดดันจากมุมมมองของการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และ ธปท. ยังเชื่อว่ากลุ่ม REITs ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตและเป็นแหล่งกระแสเงินสดที่น่าสนใจ โดยปัจจุบันอัตราเงินปันผลคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 7% ในปี 2023 ในขณะที่ส่วนต่างเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อยู่เหนือระดับค่าเฉลี่ยในอดีต (ประมาณ +/- 4.5% เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี)
• มองว่าระยะสั้นๆ การปรับตัวขึ้นของทองคำอาจเริ่มจำกัด เนื่องจากราคาช่วงที่ผ่านมาปรับขึ้นแรง และเมื่อผ่านช่วงหลังตรุษจีนแรงส่งด้าน Seasonal ก็จะลดลง รวมถึงราคาทองช่วงที่ผ่านมารับรู้เรื่องการชะลอของการขึ้นดอกเบี้ยไปพอสมควร สำหรับมุมมองตลอดปี เชื่อว่าทองคำยัง น่าจะอยู่ในทิศทาง Sideway Up เนื่องด้วยปัจจัยกดดันหลายๆ อย่างในปีที่ผ่านมา คลี่คลายลง รวมถึงเราได้เห็นการเพิ่ม allocation มายังทองคำจากฝั่ง strategic investors ทั้งธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ขณะที่ Sentiment ในเชิงบวกอย่างการเปิดเมืองของจีน แนวโน้มว่าอินเดียจะมีการปรับลดภาษีนำเข้าทองคำลง รวมถึง ETF Flow ที่น่าจะปรับเพิ่มขึ้น จะช่วยหนุนราคาทองในระยะข้างหน้าได้ โดยคาดการณ์ทองคาเคลื่อนไหวในระยะสั้นในระดับประมาณ 1,900-1,980 ดอลล่าร์ต่อออนซ์


พอร์ตการลงทุนไตรมาสที่ผ่านมา
B-SENIOR : ในส่วนตราสารหนี้ กองทุนเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรระยะสั้นอายุไม่เกิน 3 ปี โดยลดสัดส่วนหุ้นกู้ อายุเฉลี่ยของพอร์ต (Portfolio duration) ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน ในส่วนของหุ้น กองทุนเพิ่มสัดส่วนในหุ้น โดยเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน พาณิชย์ และปิโตรเคมี ในขณะที่ ลดสัดส่วนในหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ อาหาร และวัสดุอุตสาหกรรม รวมทั้งยังได้ลดน้ำหนักในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มโทรคมนาคม
B-SENIOR-X :
• ในส่วนตราสารหนี้ กองทุนเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรระยะสั้น อายุไม่เกิน 3 ปี และเพิ่มน้ำหนักเงินฝากต่างประเทศ กองทุนยังได้ลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ Asian bond อายุเฉลี่ยของพอร์ต (Portfolio duration) ลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
• ในส่วนของหุ้นในประเทศ กองทุนเพิ่มสัดส่วนในหุ้น โดยเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ธนาคาร และพาณิชย์ โดยลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ มีเดีย ขนส่ง และอาหาร สาหรับหุ้นต่างประเทศ กองทุนลดน้ำหนักหุ้นต่างประเทศ โดยลดสัดส่วนในหุ้น Software ของสหรัฐ และ หุ้นอุปกรณ์กีฬาของจีน
• สาหรับ Property Fund/REITs/Infrastructure Fund กองทุนได้ลดน้ำหนักในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มโทรคมนาคม

B-INCOME :
• ในส่วนตราสารหนี้ กองทุนเพิ่มน้ำหนักในเงินฝากต่างประเทศ และพันธบัตรระยะสั้น กองทุนยังได้ลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ กลุ่ม Asian bond ทาให้อายุเฉลี่ยของพอร์ต (Portfolio duration) ลดลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย
• ในส่วนตราสารทุน กองทุนได้ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารและสื่อสาร และลงทุนเพิ่มกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงานและปิโตรเคมี ส่วนหุ้นต่างประเทศยังคงสัดส่วนเท่าเดิม
• สำหรับ Property Fund/REITs/Infrastructure Fund กองทุนได้ลดน้ำหนักในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มโทรคมนาคม โดยเพิ่มน้ำหนักกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มโรงงานและคลังสินค้า

Disclaimer: เอกสารนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องครบถ้วน หรือความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวได้ และบริษัทฯ อาจเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า เอกสารนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน มิได้มีวัตถุประสงค์ชักชวน ชี้นำ ให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจลงทุนทางการเงิน หรือการตัดสินใจในทางธุรกิจแต่อย่างใด ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังและวิจารณญาณจากการใช้ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดของเอกสารฉบับนี้ ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุน RMF/SSF ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต