EV ครองตลาดจีน ฉุดยอดรถยนต์นำเข้าปี 2025 ดิ่ง 30% ต่ำสุดในรอบ 16 ปี

EV ครองตลาดจีน ฉุดยอดรถยนต์นำเข้าปี 2025 ดิ่ง 30% ต่ำสุดในรอบ 16 ปี

ยอดนำเข้ารถยนต์ของจีนปี 2025 คาดว่าจะลดลง 30% จากปี 2024 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีที่จำนวนรถยนต์นำเข้าเข้ามายังจีน อยู่ในระดับต่ำกว่า 600,000 คัน เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศที่มีราคาต่ำกว่า ได้สร้างแรงกดดันและกีดกันรถยนต์หรูนำเข้าจากยุโรปและสหรัฐฯ ออกจากตลาดจีน

ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (China Association of Automobile Manufacturers – CAAM) ระบุว่า ยอดขายรถนำเข้าช่วงเดือนม.ค. – พ.ย. ปี 2025 ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 447,000 คัน และคาดว่ายอดรวมทั้งปีจะอยู่ที่ราว 500,000 คัน

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนม.ค. – ต.ค. ยอดนำเข้ารถยนต์จากผู้ผลิตในญี่ปุ่นมีสัดส่วนมากที่สุด โดยยอดรถยนต์นำเข้าที่ผลิตจากญี่ปุ่นลดลงเพียง 4% เมื่อเทียบรายปี

ขณะที่ การนำเข้ารถยนต์จากเยอรมนีทรุดลง 46% มาอยู่ที่ 90,000 คัน หลังยอดขาย BMW และ Mercedes Group ลดลงไปมาก

ส่วนการนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ หดตัวลง 53% มาอยู่ที่ราว 40,000 คัน โดยมีรายงานว่า ค่ายรถยนต์อย่าง General Motors และ Ford Motor ระงับการส่งออกรถไปจีนในเดือนเม.ย.-พ.ค. หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนในอัตราที่สูง ส่งผลให้จีนตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้า แม้สงครามการค้าจะเริ่มคลี่คลายลง แต่รถยนต์ที่นำเข้าไปยังจีนยังคงเผชิญภาษี 15% ส่วนรถยนต์จากสหรัฐฯ ต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 10%

ขณะที่ ยอดขายรถยนต์ที่มีราคาต่ำกว่า 300,000 หยวน (ประมาณ 43,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา ส่วนยอดขายรถยนต์ในช่วงราคา 300,000–400,000 หยวน ซึ่งเคยเป็นเซกเมนต์หลักที่ครองส่วนแบ่งรถนำเข้ากลับลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลง จากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน

ในอดีต รถยนต์นำเข้าได้รับความนิยมในหมู่ชาวจีนที่มีฐานะ แต่ความนิยมดังกล่าวกำลังลดลง หลังจากที่จีนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดที่ผลิตได้เองในประเทศ โดยยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles – NEV) มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรถยนต์นั่งในจีนเมื่อปี 2025 ขณะที่รถยนต์นั่งนำเข้าประมาณ 80% ยังใช้น้ำมันเบนซิน ส่วนรถ EV และปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งผู้ผลิตต่างชาติยังตามหลังผู้ผลิตจีนอย่างมากในแง่ความหลากหลายของรุ่น มีสัดส่วนเพียง 2% ของรถนำเข้าเท่านั้น

ที่มา: Nikkei Asia, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย