ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ศก.ไทยแกร่งกว่าคาด GDP ปี 69 โต 2.3% สูงสุดในตลาด

ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้ศก.ไทยแกร่งกว่าคาด GDP ปี 69 โต 2.3% สูงสุดในตลาด

ผู้ว่า ธปท. รายงานที่ประชุม กรอ. เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นกว่าคาด รับมือแรงกระแทกตะวันออกกลางได้ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทช่วยประคองกำลังซื้อ ดันประมาณการ GDP ปี 69 โต 2.3% สูงสุดในตลาด

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานต่อที่ประชุมว่า จากการติดตามภาวะเศรษฐกิจของ ธปท. พบว่า เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับปัจจัยเสี่ยงได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ โดยภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่เคยกังวลในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบรุนแรงจากปัญหาด้านอุปทาน หรือ Supply Shock จนอาจกดดันให้ประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดี ทั้งด้านการจัดหา การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุต่อที่ประชุมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและสร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขประมาณการสูงสุดในตลาด และสะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งกว่าที่เคยประเมินไว้

ขณะที่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจด้านอื่นยังเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไปมีโอกาสปรับลดลงตามไปด้วย สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และภาครัฐยังมีพื้นที่ในการเดินหน้ามาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับภาคเอกชนและหน่วยงานเศรษฐกิจที่เข้าร่วมประชุม กรอ. ว่า รัฐบาลต้องเร่งนำศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่มาต่อยอดและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ หลังจากการเดินทางไปพบปะภาคธุรกิจในหลายประเทศ พบว่านักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นและให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทยในระดับสูง

ทั้งนี้ จากการนำคณะเดินทางไปยังหลายประเทศ สิ่งที่นักลงทุนต้องการให้ประเทศไทยเร่งปรับปรุงไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องความรวดเร็วในการอนุมัติโครงการ การลดขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนในรูปแบบ One Stop Service

รัฐบาลจึงเร่งยกระดับการอำนวยความสะดวก หรือ Facilitation ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้กลายเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง โดยปัจจุบันมีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยรวมเกือบ 1 ล้านล้านบาท

ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ 3 ด้าน ที่ต้องเร่งผลักดันให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ระบบโลจิสติกส์ และความแข็งแกร่งของบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ

โดยเฉพาะ Food Security ที่จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศที่มีศักยภาพเป็นฐานการผลิตอาหารจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้กลายเป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

ที่มา: สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย