ศูนย์ขุดบิตคอยน์ใหญ่ในจีนหยุดดำเนินงานหลังทางการแบนเพื่อลดการใช้พลังงาน

ศูนย์ขุดบิตคอยน์ใหญ่ในจีนหยุดดำเนินงานหลังทางการแบนเพื่อลดการใช้พลังงาน

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า เขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนมีแผนที่จะห้ามเปิดโครงการขุดคริปโตเคอเรนซีใหม่ๆ พร้อมทั้งปิดกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เพื่อลดการใช้พลังงานลง

บิตคอยน์เป็นคริปโตเคอเรนซีที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานการใช้เครือข่ายแบบกระจายอำนาจ ไม่รวมศูนย์ หมายความว่า ไม่ได้ควบคุมโดยหน่วยงานเดียว เช่น ธนาคารกลาง โดยการทำธุรกรรมจะถูกบันทึกในบัญชีแยกประเภทสาธารณะที่เรียกว่า บล็อกเชน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สิ่งที่เรียกว่านักขุดยืนยันธุรกรรม ขณะที่ นักขุดดำเนินการโดยใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเพื่ออนุญาตให้ธุรกรรมบิตคอยน์เกิดขึ้นได้ โดยนักขุดจะได้บิตคอยน์เป็นรางวัลตอบแทน

การขุดต้องใช้คอมพิวเตอร์ขุมพลังสูง จึงบริโภคพลังงานมาก โดยคาดว่าการขุดบิตคอยน์ต้องใช้พลังงาน 128.84 เทอราวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี ตามข้อมูลจากรายงานดัชนีการบริโภคไฟฟ้าของบิตคอยน์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่รวบรวมจากหลายประเทศ เช่น ยูเครน อาร์เจนตินา ขณะที่จีนมีสัดส่วน 65% ของการขุดบิตคอยน์ทั่วโลก โดยเฉพาะมองโกเลียในอย่างเดียว คิดเป็น 8% เนื่องจากราคาพลังงานถูก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วน 7.2% ของการขุดบิตคอยน์ทั่วโลก

ทั้งนี้ มองโกเลียในประสบความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลด้านการใช้พลังงานในปี 2019 และถูกทางการจีนตำหนิ คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของภูมิภาคนี้จึงตอบสนองด้วยการวางแผนลดการใช้พลังงาน โดยส่วนหนึ่งของแผน คือ ปิดโครงการขุดคริปโตเคอเรนซีที่ดำเนินการอยู่ภายในเดือน เม.ย. 2021 และไม่อนุมัติโครงการใหม่เพิ่ม นอกจากนี้ยังประเมินอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้พลังงานมาก เช่น เหล็ก และถ่านหิน

ขณะที่ รัฐบาลจีนสนับสนุนพัฒนาเทคโนโลยีบล็อคเชนที่อยู่เบื้องหลังของบิตคอยน์ เพื่อออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง โดยปี 2017 จีนห้ามเสนอขายโทเคนดิจิทัลเพื่อระดมทุน และปราบปรามธุรกิจที่ดำเนินงานเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี เช่น ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน นอกจากนี้จีนยังผลักดันเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยกล่าวไว้ปีที่ผ่านมาว่า ประเทศมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2030 และทำให้การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2060