
ดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate – REER) ของค่าเงินเยน เดือนม.ค. ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 53 ปี เหลือเพียงราว 1 ในสาม จากระดับที่เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเมื่อปี 1995 สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามานาน และบั่นทอนกำลังซื้อของสกุลเงินเยน
ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements – BIS) ระบุว่า ดัชนี REER ของเงินเยน ณ เดือนม.ค. อยู่ที่ระดับ 67.73 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวในปี 1973 โดยดัชนีเคยทำจุดสูงสุดในเดือนเม.ย. 1995 ที่ระดับ 193.95 ก่อนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงหนึ่งในสามในปัจจุบัน โดยเงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับทั้งดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หยวนจีน และเงินบาทไทย หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเรื้อรัง หลังฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และนำไปสู่ช่วงที่เรียกว่า “ทศวรรษที่สูญหาย”
ทั้งนี้ ดัชนี REER เป็นมาตรวัดที่สะท้อนความแข็งแกร่งของสกุลเงินเมื่อเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก และบ่งชี้กำลังซื้อของประเทศในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อดัชนีลดลง ย่อมหมายถึงกำลังซื้อจากต่างประเทศลดลงด้วย
ข้อมูลของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุว่า อัตราการเติบโตของญี่ปุ่น ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 1% ในปี 1995 ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้ศูนย์ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 การเติบโตที่อ่อนแอส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และนำไปสู่การอ่อนค่าของดัชนี REER อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ธนาคารกลางญี่ปุ่นอยู่ในช่วงทยอยปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติ หลังราคาสินค้าและค่าจ้างเริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยส่งสัญญาณว่า จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบัน 0.75% แต่คำถามสำคัญ คือ ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจะสามารถรับมือกับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในปี 2021 มีบริษัทล้มละลาย 6,030 แห่ง ต่ำสุดในรอบ 57 ปี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐผ่านการออกพันธบัตรและมาตรการพยุงเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งอาศัยสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำเป็นเงื่อนไขสำคัญ
Mizuho Research & Technologies ประเมินว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แม้เพียงครั้งเดียว จะเพิ่มภาระดอกเบี้ยรายปีให้กับครัวเรือนที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยและหนี้อื่น ๆ ราว 18,000 เยน (ประมาณ 116 ดอลลาร์สหรัฐ)
สำหรับภาคธุรกิจ การขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้งจะทำให้กำไรจากการดำเนินงานของทุกอุตสาหกรรม (ยกเว้นการเงินและประกันภัย) ลดลงเฉลี่ย 0.9% ขณะที่ บริษัทขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 10 ล้านเยน จะได้รับผลกระทบหนักกว่า โดยกำไรอาจลดลงถึง 5.1% โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Mizuho Research & Technologies ระบุว่า บริษัทขนาดเล็กที่พึ่งพาเงินกู้ในสัดส่วนที่สูง มีความเปราะบางต่อการขึ้นดอกเบี้ยมากที่สุด
ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และตลาดส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องไปสู่ระดับ 1.5-1.75% ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมากขึ้น
ด้านซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ให้คำมั่นว่า จะผลักดันการลงทุนภายในประเทศเป็นอันดับแรก แต่ นักวิเคราะห์จาก UBS SuMi Trust Wealth Management มองว่า แม้เงินเยนจะอ่อนค่า แต่การตัดสินใจย้ายฐานการผลิตกลับมาลงทุนในญี่ปุ่นยังค่อนข้างช้า เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังขาต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศ
ที่มา Nikkei Asia , สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

