กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งลดการขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ชี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าที่อยู่ในระดับสูงเกินไป คำแนะนำของ IMF ยังสะท้อนข้อกังวลที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีเช่นกัน
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการของ IMF สรุปหลังการทบทวนนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประจำปีว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีขนาดใหญ่เกินไป และฝ่ายบริหารก็รับทราบเรื่องนี้
หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า มาตรการภาษีของประธานาธิบดี ทรัมป์ภายใต้กฎหมาย IEEPA ปี 1977 ขัดต่อกฎหมาย รัฐบาลได้หันไปใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทนโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงดุลการชำระเงิน
อย่างไรก็ตาม นายไนเจล ชอล์ก ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจกลุ่มโลกตะวันตกของ IMF ระบุว่า แนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด คือ การลดการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ซึ่ง IMF ประเมินว่าจะอยู่ที่ 3.5–4.0% ของ GDP ในระยะใกล้
IMF ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2026 จะยังขยายตัวแข็งแกร่งที่ระดับ 2.4% สอดคล้องกับคาดการณ์เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับสู่เป้าหมาย 2% จนกว่าจะถึงต้นปี 2027 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในกรอบ 7–8% ของ GDP ในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กำหนดเป้าหมายไว้กว่าสองเท่า ส่วนหนี้สาธารณะรวมของภาครัฐจะเพิ่มขึ้นแตะ 140% ของ GDP ภายในปี 2031 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า
IMF ระบุว่า “แม้ความเสี่ยงต่อวิกฤตหนี้ของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่แนวโน้มหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงสัดส่วนหนี้ระยะสั้นที่เพิ่มขึ้น กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกมากขึ้น”
ที่มา: Reuters, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

