ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เตือนว่า การผลิตน้ำมันที่ต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงักลงในเดือนหน้า หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจุดชนวนวิกฤตพลังงานไปทั่วโลก
ปูติน ระบุว่า รัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกและครองปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติมากที่สุด พร้อมกลับมาร่วมมือกับลูกค้าในยุโรปอีกครั้ง หากยุโรปต้องการฟื้นความร่วมมือในระยะยาว หลังจากที่ชาติตะวันตกได้ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียลงอย่างมากในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้สงครามในยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่ม G7
การถูกคว่ำบาตรจากยุโรปส่งผลให้รัสเซียเสียลูกค้ากลุ่มที่ทำรายได้มากที่สุด และบีบให้ต้องขายน้ำมันและก๊าซในราคาส่วนลดให้กับประเทศในเอเชีย
ปูติน กล่าวว่า รัสเซียเตือนมาโดยตลอดว่า การทำลายเสถียรภาพในตะวันออกกลาง อาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ โดยผู้นำรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้บริหารบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของรัสเซีย
ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 เมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) หลังจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราวหนึ่งในห้าของโลกถูกปิดจากสงครามอิหร่าน
ปูติน ยังกล่าวว่า “การผลิตน้ำมันที่ต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยงที่จะหยุดลงทั้งหมดภายในเดือนหน้า ขณะนี้การผลิตได้เริ่มลดลงแล้ว และคลังเก็บน้ำมันในภูมิภาคกำลังเต็ม เพราะน้ำมันไม่สามารถขนส่งออกไปได้ หรือมีต้นทุนการขนส่งที่สูงมาก” และระบุว่า บริษัทพลังงานของรัสเซียควรใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้ยอมรับว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้อาจเกิดขึ้นชั่วคราว โดยรายได้จากน้ำมันและก๊าซคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของรายได้ที่รัฐบาลกลางจัดเก็บเข้าคลัง
ที่มา: Reuters, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

