เปิด 4 ปัจจัยทำบอนด์ยีลด์โลกพุ่ง

เปิด 4 ปัจจัยทำบอนด์ยีลด์โลกพุ่ง

ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ ผลตอบแทนพันธบัตร ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี และทำให้ต้นทุนการกู้ยืม ของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคมีแนวโน้มแพงขึ้นพร้อมกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดบอนด์ แต่ยังสะท้อนถึงการตีราคาใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วระบบการเงิน โดยเฉพาะหุ้นและสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย

แรงกดดันรอบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากสงคราม ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนว่า ธนาคารกลางจะควบคุมเงินเฟ้อได้เร็วเพียงใด นักลงทุนจึงเริ่มประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่เคยคาดไว้ ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงขายในพันธบัตรระยะยาวและทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้นต่อเนื่อง

ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งในหลายประเทศ

ประเด็นสำคัญ คือ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ในหลายประเทศปรับขึ้นพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีอยู่แถวระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่ พันธบัตรญี่ปุ่นแตะระดับสูงสุดในรอบ 27 ปี และของสหราชอาณาจักรสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 ความเคลื่อนไหวในลักษณะนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

เมื่อยีลด์ปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะปรับลงตามกลไกตลาด และต้นทุนทางการเงินของระบบเศรษฐกิจจะทยอยสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต หรือเงินกู้ภาคธุรกิจ ซึ่งอาจกระทบกำไรบริษัทและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

4 ปัจจัยหลักที่ทำให้บอนด์ถูกขายต่อเนื่อง

Bloomberg ระบุว่า แรงขายพันธบัตรรอบนี้ มาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่

  • ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงคราม โดยเฉพาะความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อและราคาน้ำมัน Brent ที่อยู่แถว 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน
  • การลงทุนด้าน AI ที่สูงมาก ทำให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นและเกิดภาวะ chipflation ส่งผลต่อราคาสินค้าและต้นทุนเทคโนโลยี
  • ภาระหนี้สาธารณะระดับสูง โดย IMF คาดว่าหนี้สาธารณะโลกจะพุ่งแตะ 100% ของ GDP ภายในปี 2029 จาก 95% ในปีก่อน
  • ความคาดหวังดอกเบี้ยที่ยังสูงนาน นักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มมองว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนมีนาคม 2027

ทั้งสี่ปัจจัยนี้ ทำให้ตลาดต้องปรับสมมติฐานเรื่องอัตราดอกเบี้ยใหม่ และลดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เคยได้ประโยชน์จากสภาพคล่องราคาถูก

ผลกระทบต่อหุ้น ทองคำ และตลาดไทย

การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรโลก ยังส่งผลลามมายังตลาดหุ้นไทยผ่านต้นทุนเงินทุน ค่าเงิน และแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ หาก yield โลกยังสูงต่อเนื่อง เงินทุนมีแนวโน้มไหลกลับไปหาตราสารหนี้ต่างประเทศและสินทรัพย์สกุลเงินหลักมากขึ้น ขณะที่ บริษัทจดทะเบียนไทยที่มีหนี้สูง หรือมีภาระดอกเบี้ยมากอาจเผชิญแรงกดดันต่อผลประกอบการ

ในฝั่งสินทรัพย์ทางเลือก ทองคำ ยังมีบทบาทในฐานะที่พักเงินยามที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่ในภาวะที่บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นแรง ทองคำอาจเผชิญแรงต้านจากต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้นเช่นกัน ส่วนการลงทุนในพันธบัตรควรแยกพิจารณาเป็นรายช่วงอายุ เพราะ บอนด์ระยะยาว จะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยมากกว่าบอนด์ระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยภาพรวม ข่าวนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น และตลาดให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินทรัพย์มากกว่าเดิม นักลงทุนจึงควรจับตาทิศทางเงินทุนว่าไหลไปยังสินทรัพย์ประเภทใด มากกว่ามองเพียงความเคลื่อนไหวรายวันของดัชนีหุ้น หรือราคาทองคำในระยะสั้น

ที่มา: Bloomberg, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย