บอนด์สหรัฐฯ 30 ปี พุ่งแตะ 5.27% สะท้อนมาตรการซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้ผล

บอนด์สหรัฐฯ 30 ปี พุ่งแตะ 5.27% สะท้อนมาตรการซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้ผล

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ดีดกลับขึ้นมาแตะ 5.27% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับก่อนที่รมว.คลังสหรัฐฯ Scott Bessent จะประกาศโครงการซื้อคืนพันธบัตร เพื่อชะลอการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทน สะท้อนว่าแรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไป และมาตรการดังกล่าวช่วยได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ภาระหนี้ภาครัฐ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงหนุนให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวปรับสูงขึ้น

แรงเทขายบอนด์โลกยังไม่คลี่คลาย

การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 30 ปีเกิดขึ้นพร้อมกับแรงขายในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก โดยบอนด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมในระบบเศรษฐกิจ ขยับขึ้นราว 10 basis points จากจุดต่ำสุดหลังประกาศ buyback มาอยู่แถว 4.8% สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่เชื่อว่ามาตรการของภาครัฐจะสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ในทันที

ความกังวลเรื่อง เงินเฟ้อจากราคาพลังงาน และ ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พันธบัตรระยะยาวทั่วโลกถูกเทขายต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น โดยพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่วนอังกฤษแตะระดับสูงสุดในรอบ 26 ปี ขณะที่ออสเตรเลียทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดัชนีพันธบัตรรัฐบาลโลกขึ้นไปอยู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

ยุคดอกเบี้ยต่ำอาจสิ้นสุดลง

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าแนวคิด lower-for-longer หรือยุคดอกเบี้ยต่ำยาวนานกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก นักลงทุนเริ่มเรียกร้อง Term Premium มากขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยังไม่แน่นอนและการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมในทุกสินทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับตลาดหุ้นโลก หุ้นกลุ่มที่มีมูลค่าสูงและพึ่งพาการกู้ยืมมาก เช่น หุ้นเทคโนโลยี อาจเผชิญแรงกดดันมากเป็นพิเศษ เนื่องจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตลดลง ขณะที่หุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมออาจดูน่าสนใจขึ้นเมื่อเทียบกับบอนด์ในเชิงผลตอบแทนสัมพัทธ์

ผลกระทบต่อหุ้นไทยและเงินทุนเคลื่อนย้าย

สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่อ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ เช่น เทคโนโลยี และ สินเชื่อ อาจถูกกดดันจากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่ม ธนาคาร อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือเงินทุนอาจไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย หากนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและมีความปลอดภัยมากกว่าในสหรัฐฯ

ดังนั้น นักลงทุนควรติดตาม ทิศทางค่าเงินบาท และ ตลาดพันธบัตรไทย อย่างใกล้ชิดในระยะสั้น เพราะการปรับขึ้นของยีลด์สหรัฐฯ มักส่งผ่านต่อความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาคเอเชียได้

ทองคำยังโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

ในภาวะที่ตลาดการเงินผันผวนเช่นนี้ ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ เพราะได้รับแรงหนุนทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความกังวลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์หรือ debasement trade ขณะที่นักลงทุนที่ถือพันธบัตรระยะยาวควรบริหาร duration risk อย่างระมัดระวัง เพราะหากอัตราผลตอบแทนปรับขึ้นต่อ ราคาพันธบัตรอาจอ่อนตัวลงเพิ่มเติม

โดยสรุป การที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 30 ปีพุ่งกลับไปแตะ 5.27% แม้มีมาตรการ buyback จากภาครัฐ สะท้อนชัดว่าตลาดยังมองเห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลกและการคลังสหรัฐฯ นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการจัดพอร์ต รับมือกับยุคที่ต้นทุนเงินทุนมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

ที่มา: สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย