ต้นทุนสงครามอิหร่าน 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ดันเงินเฟ้อพุ่ง กระทบหุ้นโลก-ทองคำ-สินทรัพย์ไทย
สงครามสหรัฐกับอิหร่านกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุดสำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (Congressional Budget Office: CBO) ประเมินว่า ต้นทุนทางตรงในช่วง 5 เดือนแรก ของสงครามสูงถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันยังคาดว่าแรงกระแทกจากความขัดแย้งจะผลักดันเงินเฟ้อพื้นฐานที่เฟดใช้ติดตาม (Core PCE) เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อโดยรวมสูงขึ้นถึง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ภายในต้นปี 2027 จากความเสี่ยงด้านการขนส่งน้ำมันและก๊าซในช่องแคบฮอร์มุซ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนสงครามไม่ได้กระทบเฉพาะงบประมาณภาครัฐเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงตลาดการเงินทั่วโลก หากค่าใช้จ่ายในการทำสงครามยังเพิ่มขึ้นเดือนละ 2-3 พันล้านดอลลาร์ และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องชะลอการลดดอกเบี้ย นักลงทุนจะต้องเผชิญกับทั้งภาวะดอกเบี้ยสูงนานขึ้นและความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย
เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น กดดันหุ้นโลก
รายงานของ CBO ชี้ว่าต้นทุนส่วนใหญ่เกิดจากการทดแทนอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่สูญเสียในสมรภูมิ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านชั่วโมงบิน เชื้อเพลิง และการปฏิบัติการทางทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐยังเผชิญข้อจำกัดด้านคลังแสงและอาวุธสำรอง ซึ่งอาจใช้เวลากว่า 5 ปี ในการฟื้นฟูให้กลับสู่ระดับเดิม ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ตลาดต้องประเมินสถานการณ์แบบสองชั้น คือ ต้นทุนทางเศรษฐกิจจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่
หาก Fed ถูกบังคับให้คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) มีแนวโน้มปรับขึ้น และจะกดดันการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) และหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราคิดลดมากเป็นพิเศษ ในภาพรวมจึงอาจเห็นความผันผวนของหุ้นโลกสูงขึ้น แม้เศรษฐกิจบางส่วนยังเดินหน้าได้ก็ตาม
ผลต่อหุ้นไทย: พลังงานเด่น แต่ต้นทุนสูงอาจกดกำไร
สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงาน เพราะความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจกระทบอุปทานในตลาดโลกได้ แม้ CBO จะยังไม่ประเมินราคาน้ำมันโดยตรง แต่ความกังวลดังกล่าวมักหนุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมี และพลังงานให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงอาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น ขณะที่เงินเฟ้อโลกที่เร่งตัวและดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนและแบ่งกลุ่มชัดเจนมากขึ้นระหว่างหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานกับหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
ในภาวะที่ต้นทุนสงครามยังเพิ่มขึ้นและความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการคลังสหรัฐเริ่มถูกตั้งคำถาม ทองคำ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้กระจายความเสี่ยงและป้องกันความผันผวนได้ดี เพราะได้รับแรงหนุนทั้งจากกระแสเงิน Safe Haven และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงเกินคาดจน Fed ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากต้นทุนโอกาสในการถือครองที่สูงขึ้น
นอกจากทองคำแล้ว พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและหุ้นกู้คุณภาพดีก็อาจเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ต โดยไม่รับความเสี่ยงด้าน Duration มากเกินไปในช่วงที่ Bond Yield มีแนวโน้มสูงขึ้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง แต่เป็นการจัดสมดุลระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
สรุปแนวโน้มการลงทุน
- หุ้นโลก เสี่ยงผันผวนจากดอกเบี้ยสูงนานขึ้นและ Bond Yield ที่ปรับขึ้น
- หุ้นไทย กลุ่มพลังงานและโรงกลั่นมีโอกาสเด่นกว่าตลาดโดยรวม
- ทองคำ ยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่ต้องระวังจังหวะลงทุน
- พันธบัตรระยะสั้น และหุ้นกู้คุณภาพดีอาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ต
โดยสรุป ต้นทุนสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่พุ่งสูงไม่ได้สะท้อนเพียงภาระงบประมาณ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และทิศทางเงินทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ นโยบายของ Fed และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับพอร์ตให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อออกไปอีกระยะหนึ่ง
ที่มา: สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

