โกลด์แมน แซคส์ รั้งแชมป์ที่ปรึกษาดีล M&A เบอร์หนึ่งโลกปี 25 รวมมูลค่าดีล 1.48 ล้านล้านดอลล์

โกลด์แมน แซคส์ รั้งแชมป์ที่ปรึกษาดีล M&A เบอร์หนึ่งโลกปี 25 รวมมูลค่าดีล 1.48 ล้านล้านดอลล์

โกลด์แมน แซคส์ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำปรึกษาด้านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ระดับโลกในปี 2025 โดยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและรั้งอันดับ 1 ได้อีกครั้ง ท่ามกลางปีที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมืองและการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของดีลมูลค่าอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีจำนวนถึง 68 ดีลในปีที่ผ่านมา รวมมูลค่าราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โกลด์แมน แซคส์ รักษาอันดับ 1 ไว้ได้ โดยธนาคารให้คำปรึกษารวม 38 ดีลจากทั้งหมด มากกว่าธนาคารเพื่อการลงทุนรายใด และมีมูลค่าดีลรวมที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นช่วงเวลาที่มีจำนวนดีลขนาดใหญ่มากที่สุดนับตั้งแต่ LSEG เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1980

สเตฟาน เฟลด์กอยส์ หัวหน้าร่วมฝ่าย M&A ระดับโลกของโกลด์แมน แซคส์ ระบุในมุมมอง M&A ปี 2026 ของธนาคารว่า ปี 2025 เป็นปีแห่งการควบรวมกิจการที่โดดเด่นเป็นพิเศษและเป็นตลาด M&A ที่ไม่ธรรมดา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากเงินทุนที่มีอยู่ทั่วไปในระบบ

โกลด์แมน แซคส์ ครองอันดับ 1 ใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ รายได้ค่าธรรมเนียมจาก M&A และมูลค่ารวมของดีลที่เข้าไปมีส่วนร่วม พร้อมเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทั้ง 2 หมวด โดยได้รับค่าธรรมเนียม M&A รวม 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยเจพี มอร์แกนที่ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, มอร์แกน สแตนลีย์ ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ซิตี้กรุ๊ป 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเอเวอร์คอร์ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในแง่ปริมาณดีล โกลด์แมน แซคส์, เจพีมอร์แกน และมอร์แกน สแตนลีย์ ครองอันดับ 1 ถึง 3 ตามลำดับ ขณะที่ แบงก์ออฟอเมริกาและซิตี้กรุ๊ป อยู่ในลำดับรองลงมา สำหรับดีล M&A ที่เกี่ยวข้องกับยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยโกลด์แมน แซคส์ มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 44.7% ในปี 2025 โดยภาคเทคโนโลยี เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของปริมาณดีลในปีที่ผ่านมา

แม้โกลด์แมน แซคส์ จะครองความเป็นผู้นำ โดยให้คำปรึกษาดีล รวม 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 32% ของตลาด แต่ธนาคารไม่ได้มีบทบาทใน 2 ดีล M&A ที่ใหญ่ที่สุดของปี ได้แก่ การซื้อกิจการ Norfolk Southern มูลค่า 88,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ Union Pacific และการแข่งขันประมูล Warner Bros Discovery ซึ่งดีลเหล่านี้ มีแบงก์ออฟอเมริกา, บาร์เคลย์ส, เวลส์ ฟาร์โก และธนาคารเพื่อการลงทุนเฉพาะทางหลายแห่งเข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากผู้บริหารบริษัทต้องการขยายขนาดการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ชาร์ลส์ รุค หัวหน้าฝ่ายกฎหมายองค์กรของ Latham & Watkins ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้าน M&A อันดับหนึ่งของ LSEG ชี้ว่า จำนวนดีลขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นมาจากการขยายขนาดของดีล โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 16.39% ในปีที่ผ่านมา และดัชนีแนสแดค ปิดเพิ่มขึ้น 20.36% ทำให้มูลค่าดีลสูงขึ้นตาม พร้อมระบุว่า ตลาดยังเอื้อต่อการควบรวมกิจการมากขึ้น จากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มลดลง เงินสดในงบดุลของบริษัทอเมริกันที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลาด IPO ที่ยังไม่คึกคัก และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อการทำดีลมากขึ้น

ที่มา: Reuters, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย