ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวพุ่งกว่า 3% ในวันพฤหัสบดี หลังปรับลดลง 2 วันติดต่อกัน โดยปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางการประเมินความคืบหน้าของนักลงทุนต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลา และความกังวลต่ออุปทานน้ำมันจากรัสเซีย อิรัก และอิหร่าน
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 57.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.77 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.2% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 61.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.03 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.4% ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา
สถานทูตต่างประเทศในเวเนซุเอลา เริ่มจัดเตรียมต้อนรับการเดินทางเยือนของตัวแทนจากบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ และยุโรปในสัปดาห์หน้า หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงน้ำมันมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการส่งสินค้าจากสหรัฐฯ ไปยังประเทศเวเนซุเอลา โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับเวเนซุเอลา 2 ลำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งหนึ่งในนั้นติดธงรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเชิงรุกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการกำหนดทิศทางน้ำมันในทวีปอเมริกา และกดดันให้รัฐบาลเวเนซุเอลาหันมาเป็นพันธมิตร
หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ในปฏิบัติการทางทหารที่กรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกระดับการปิดล้อมเรือที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร และที่เดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC)
นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Ritterbusch and Associates ระบุว่า ราคาน้ำมันกำลังฟื้นตัว โดยสัญญาอ้างอิงกลับมาใกล้ระดับปิดของวันศุกร์ที่แล้ว ก่อนที่สหรัฐฯ จะปลดมาดูโรออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ พร้อมเสริมว่า การที่เหตุการณ์สำคัญนี้ แทบไม่ส่งผลต่อภาพรวมตลาดพลังงานนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากการที่น้ำมันดิบเวเนซุเอลาจะไหลเข้าสู่ภูมิภาคอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ในปริมาณที่มีนัยสำคัญ อาจต้องใช้เวลานานอีกหลายปี
ขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงคะแนนเสียงเดินหน้าร่างมติที่จะห้ามประธานาธิบดี ทรัมป์ ดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมต่อเวเนซุเอลา โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะระบุว่า การกำกับดูแลของสหรัฐฯ ต่อประเทศแห่งนี้อาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปีก็ตาม
ขณะที่ สถานการณ์ในประเทศอื่น พบเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่ง ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังรัสเซีย ถูกโจมตีด้วยโดรนในทะเลดำ ส่วนคณะรัฐมนตรีอิรัก อนุมัติแผนการโอนกิจการแหล่งน้ำมันเวสต์ กูร์นา 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก มาเป็นของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีต่อ Lukoil บริษัทพลังงานของรัสเซียเป็นผู้ถือหุ้น ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน เตือนซัพพลายเออร์ภายในประเทศ ไม่ให้กักตุน หรือขึ้นราคาสินค้า ท่ามกลางการปฏิรูปเงินอุดหนุนครั้งใหญ่ที่กำลังดำเนินการ และการประท้วงทั่วประเทศจากปัญหาเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Raymond James ระบุว่า แม้อิหร่านจะมีประวัติการประท้วงยาวนาน และยังไม่มีสัญญาณว่า ระบอบการปกครองใกล้ล่มสลาย แต่หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น จะส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งคิดเป็นราว 2% ของอุปทานโลก ตกอยู่ในความเสี่ยง
ที่มา: Reuters, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

