
ภาวะงบประมาณขาดดุลของอินโดนีเซีย พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 2 ทศวรรษ นอกเหนือจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีแรกที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต บริหารประเทศเต็มปี
กระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า การขาดดุลงบประมาณในปี 2025 อยู่ที่ 695.1 ล้านล้านรูเปียห์ (41,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 2.92% ของ GDP สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 2.53% และสูงกว่าเป้าหมายที่ปรับใหม่ที่ระดับ 2.78% โดยข้อมูลของ Bloomberg ที่ย้อนหลังไปถึงปี 2005 ระบุว่า สัดส่วนการขาดดุลดังกล่าวสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากไม่นับรวมช่วงปี 2020-2021 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
นายปูร์บายา ยูดิ ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขาดดุลที่ขยายตัว เป็นผลจากความพยายามของรัฐบาลในการรักษาระดับการใช้จ่าย “เพื่อภารกิจในการประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก” ขณะเดียวกันก็ยังควบคุมไม่ให้การขาดดุลเกินเพดาน 3% ซึ่งถูกกำหนดขึ้นหลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997-1998
ระดับการขาดดุลที่สูงขึ้นสะท้อนความท้าทายทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในขณะที่พยายามกระตุ้นการเติบโตผ่านนโยบายเชิงประชานิยม ท่ามกลางรายได้รัฐที่ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิดของนักลงทุน ที่ยังคงใช้ความระมัดระวังความเสี่ยงด้านวินัยการคลังของประเทศ ซึ่งในอดีตเคยใช้เวลาหลายทศวรรษในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือในเวทีการเงินระหว่างประเทศ หลังได้รับความช่วยเหลือทางการเงินในช่วงวิกฤตเอเชีย
เจฟฟรีย์ จาง นักกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่จาก Credit Agricole CIB ระบุว่า ความกังวลด้านการคลังของอินโดนีเซียอาจยังคงอยู่ เนื่องจากนักลงทุนจะติดตามความยั่งยืนทางการคลังภายใต้รัฐมนตรีคลังคนใหม่อย่างใกล้ชิด พร้อมคาดว่าการขาดดุลงบประมาณที่แท้จริง จะอยู่ในช่วง 2.8%-3% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะการฝ่าฝืนเพดาน 3% อาจเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหลังการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทรงตัว ส่วนตลาดหุ้นย่อตัวลง
ในด้านโครงสร้างงบประมาณ รายจ่ายภาครัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 3,451.4 ล้านล้านรูเปียห์ ขณะที่รายได้รัฐบาลลดลง 3.3% เหลือ 2,756.3 ล้านล้านรูเปียห์ โดยการจัดเก็บภาษีทำได้เกือบ 90% ของเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้
ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการคลังที่ถดถอยลง มีแนวโน้มเพิ่มแรงกดดันและการตรวจสอบต่อบทบาทของรัฐมนตรีคลัง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา หลังนโยบายช่วงแรก ยังไม่สามารถสร้างแรงหนุนที่ชัดเจนต่อการเติบโตหรือรายได้รัฐ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาได้ดึงเงินฝากของรัฐบาลราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐออกจากธนาคารของรัฐ พร้อมยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวช่วยเสริมสภาพคล่องระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา: Bloomberg, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
