Fitch จับตา ‘รัฐบาลอนุทิน’ ชี้ความมั่นคงของพรรคร่วม คือ ตัวตัดสินอันดับเครดิตไทย

Fitch จับตา ‘รัฐบาลอนุทิน’ ชี้ความมั่นคงของพรรคร่วม คือ ตัวตัดสินอันดับเครดิตไทย

ฟิทช์ เรทติงส์ (Fitch Ratings) เกาะติดการจัดตั้งรัฐบาลไทย ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ ผงาดแกนนำ ช่วยลดความเสี่ยงภาวะชะงักงันทางการเมือง แต่เตือนการเจรจาต่อรองของรัฐบาลผสม อาจกระทบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) และฉุดรั้งการปรับสมดุลทางการคลัง ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจ คือ ตัวชี้ชะตาอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ หลังเคยหั่นแนวโน้มสู่ “เชิงลบ” เมื่อปลายปี 2568

รายงานของฟิทช์ เรทติงส์ ซึ่งเผยเเพร่ในวันที่ 10 ก.พ.69 ระบุว่า จากการประเมินผลการเลือกตั้งของไทยล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบายบางประการจากรัฐบาลรักษาการ ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังคงมีอยู่ จนกว่าการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่จะเสร็จสิ้น แต่ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนด “อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” (Sovereign Rating) ในระยะต่อไป คือ นโยบายเศรษฐกิจ และการคลังของรัฐบาลชุดใหม่

Fitch จับตา 'รัฐบาลอนุทิน' ชี้ความมั่นคงของพรรคร่วมคือ ตัวตัดสินอันดับเครดิตไทย

รายงาน ประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคพันธมิตรจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะหยุดชะงักหลังการเลือกตั้ง (Post-election disruption) เนื่องจากจำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย และพันธมิตรที่อาจเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดรัฐบาลที่มีความมั่นคงมากกว่าในอดีต

ประเด็นที่น่ากังวล คือ การเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้าออกไป และอาจทำให้ แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

ฟิทช์กำลังจับตาว่า รัฐบาลใหม่จะมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือเน้นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น

• โครงการคนละครึ่ง: ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 0.8% ของ GDP

• การสนับสนุน SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน

แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลผสม อาจทำให้การลดการขาดดุลเป็นไปได้ยากขึ้น

สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 ให้เหลือ 2.1% ภายในปีงบประมาณ 2573 โดยคาดว่า หนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ มองว่า แผนดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ “เป็นไปได้ยากในทางการเมือง” คือ การเตรียมปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นลำดับขั้น โดยปรับเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนก.ย. 2568 ฟิทช์ ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ “เชิงลบ” เนื่องจากฐานะการคลังที่อ่อนแอลง ดังนั้น ความสามารถของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ท้ายที่สุด หากรัฐบาลไม่สามารถลดการขาดดุลได้ตามเป้าหมาย จะบั่นทอนความเชื่อมั่น และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือในที่สุด โดยปัจจัยระยะสั้นที่ต้องจับตา คือ ความสามารถของรัฐบาลในการประสานมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์