ไทยผงาดแชมป์ CEO หญิงสูงสุดในเอเชีย ‘UN Women กางสถิติทุบสถิติภูมิภาค 2 เท่า’

ไทยผงาดแชมป์ CEO หญิงสูงสุดในเอเชีย ‘UN Women กางสถิติทุบสถิติภูมิภาค 2 เท่า’

  • ประเทศไทยมีสัดส่วน CEO หญิงในบริษัทจดทะเบียนสูงที่สุดในเอเชียที่ 14% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคถึงสองเท่า (7%) ตามข้อมูลของ UN Women
  • UN Women ระบุว่าการมีผู้นำหญิงจำนวนมากเป็น “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ
  • ภาวะผู้นำหญิงถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ความยืดหยุ่นระดับชาติ” (National Resilience) เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกในปัจจุบัน

เมื่อโลกหมุนด้วยพลังหญิง เจาะลึกความสำเร็จของประเทศไทยบนเวทีโลก หลังคว้าอันดับ 1 สัดส่วนผู้นำหญิงระดับ CEO สูงที่สุดในเอเชีย UN Women ย้ำชัด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียม แต่คือ “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ที่จะพาธุรกิจไทยรอดพ้นจากวิกฤตความผันผวนและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

การร่วมมือระหว่าง UN Women IFC และ Sustainable Stock Exchange Initiative

ซาร่า ดันเซโอ ที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อความยั่งยืนของสตรีแห่งสหประชาชาติ กล่าวในงาน EmpowerHERAsia Leadership Forum 2026…Write Your Next Chapter จัดโดย The CrestHaus ว่า บทบาทสตรีในภาคธุรกิจของเอเชีย ได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการธุรกิจไทยเป็นอย่างมาก เมื่อผลการสำรวจระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีสัดส่วน CEO หญิงสูงถึง 14% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในภูมิภาค และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียซึ่งอยู่ที่ 7% ถึงสองเท่าตัว ขณะที่สัดส่วนผู้หญิงที่นั่งในตำแหน่งคณะกรรมการบริษัท (Board) ของภูมิภาคเอเชียมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 18%

ทำไม “ผู้นำหญิง” ถึงเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจ? 

การที่ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านนี้ ไม่ได้มีนัยสำคัญแค่เพียงเรื่องตัวเลข แต่เป็นการส่งสัญญาณถึง “ขีดความสามารถ ความน่าเชื่อถือ และศักยภาพ” (Capacity, Credibility and Capability) ของผู้นำหญิงในระดับสูงสุด ข้อมูลจากแหล่งที่มา ระบุว่า การมีผู้หญิงอยู่ในระดับบริหารนำมาซึ่งประโยชน์ที่วัดผลได้จริง ดังนี้

  • การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร: ผู้นำหญิงมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าววัฒนธรรมในที่ทำงาน มาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกลยุทธ์การมีส่วนร่วมกับชุมชน
  • เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน: หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Leadership) ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน เมื่อผู้หญิงมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ผลิตภาพ (Productivity) จะเพิ่มสูงขึ้น
  • การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ: เมื่อผู้หญิงอยู่ในตำแหน่งผู้นำ กระบวนการตัดสินใจภายในองค์กรจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

อาวุธลับในการสร้าง “ความยืดหยุ่นทางระดับชาติ” (National Resilience) ในสภาวะที่โลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความขัดแย้งระดับโลก ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Demographic shifts) สำหรับประเทศที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างประเทศไทย การมีส่วนร่วมของผู้หญิงจึงไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็น” (Essential)

ผู้นำหญิงและผู้ประกอบการหญิงถูกยกให้เป็น “ส่วนผสมที่สำคัญ” (Critical Ingredients) ในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ซึ่ง UN Women มองว่าก้าวต่อไปที่สำคัญของไทย คือการเปลี่ยนจากการมี “ตัวแทน” (Representation) ในระดับสูง ให้กลายเป็น “อิทธิพลเชิงระบบ” (Systemic Influence) เพื่อให้วิสัยทัศน์ของผู้นำหญิงเข้าไปกำหนดกลยุทธ์องค์กร การลงทุน และทิศทางการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

แรงหนุนจากระดับสากล เพื่อตอกย้ำความสำเร็จนี้ UN Women ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ดำเนินโครงการ “Re Together” ในประเทศไทย เพื่อทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ตอบสนองต่อเพศภาวะ (Gender-responsive value chains) ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืน และผลักดันนโยบายการดูแลครอบครัวในที่ทำงาน เพื่อช่วยลดภาระด้านการดูแล (Burden of care) และสนับสนุนให้ผู้หญิงก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างมั่นคง

ท้ายที่สุด UN Women ได้ส่งสารถึงผู้นำธุรกิจไทยทุกคนว่า ความเท่าเทียมทางเพศ คือ “โอกาสทางธุรกิจที่ยังไม่ถูกนำมาใช้มากที่สุดในยุคเรา” และการเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Purpose-driven leadership) ที่มองว่ากำไรและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกัน จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับทั้งบริษัทและสังคมไทย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์