
วิทัย ผู้ว่าการ ธปท. มองไทยยังห่างไกลภาวะ Stagflation พร้อมมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิดกางแผนรับมือเศรษฐกิจไทยปี 2569 ท่ามกลางวิกฤตสงคราม ประเมิน GDP เสี่ยงลด 0.7% เงินเฟ้อแตะ 3% ระบุยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในรายการ Suthichai Live (2 เมษายน 2569) ว่า ปัจจัยความเสี่ยงจากสงคราม ที่จะกระทบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งกรณี Base Case ธปท.ประเมินไว้ที่ 3 เดือน หรือจบภายในไตรมาส 2 และต้องดูความรุนแรงว่า จะมีการใช้กำลังทหารภาคพื้นดินที่รุนแรงขึ้น หรือจะปิดช่องแคบในทะเลแดง รวมถึงการทำลายแหล่งจัดเก็บและขนส่งน้ำมันหรือไม่
นอกจากนี้ ยังต้องดูการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมาก โดย 50-55% มาจากภูมิภาคที่เป็นความเสี่ยง จึงต้องขึ้นอยู่กับการจัดหา การกระจายน้ำมัน และการบริหาร กองทุนน้ำมัน ของรัฐบาล
โดยโครงสร้างราคาน้ำมันในไทยค่อนข้างซับซ้อน ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปรับจากประมาณ 70 เหรียญต่อบาร์เรล ขึ้นมาอยู่ที่ 120-125 เหรียญ แต่ราคาขายปลีกในไทยอิงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ ซึ่งราคาดีเซลสำเร็จรูปปรับราคาขึ้นจาก 92 เหรียญ เป็น 250 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า โดยสถานการณ์นี้เป็นโอกาสที่ไทยต้องคิดเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการจัดหา การใช้พลังงาน และกลไกการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันว่า ยังเหมาะสมหรือไม่
ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ว่าธปท. ระบุว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน โดยในตะกร้าเงินเฟ้อมีสัดส่วนจาก พลังงานถึง 13% แบ่งเป็น ดีเซลเกือบ 3%, เบนซิน 5%, และค่าไฟฟ้า 4% ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอื่นๆ เช่น ปุ๋ย แต่ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่เงินเฟ้อต่ำ 1-3% ร่วมกับจีนและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือว่าดีกว่ากลุ่มประเทศที่เงินเฟ้อสูงอยู่แล้ว เพราะหากเงินเฟ้อดีดตัวขึ้น กลุ่มนั้นจะได้รับผลกระทบหนักกว่า
“นอกจากนี้ไทยยังเป็น ประเทศผู้ผลิตอาหาร ทำให้ไม่มีปัญหาการขาดแคลนสินค้า แม้ราคาอาหารจะแพงขึ้นจากค่าปุ๋ยบ้างก็ตาม ในกรณีฐานคาดว่า เงินเฟ้ออาจอยู่ที่ประมาณ 3% และ GDP อาจลดลงจากที่เคยประเมินไว้เดิมประมาณ 0.5 – 0.7% ”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ความกังวลเรื่อง Stagflation แม้จะมีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือ เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง แต่ ธปท. มองว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น
“นิยามของ Stagflation คือเงินเฟ้อที่ต้องอยู่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งต้องรอดูว่าสถานการณ์สงครามจะจบลงอย่างไร หากจบเร็วเงินเฟ้ออาจเป็นเพียงการดีดตัวขึ้นชั่วคราว แล้วค่อย ๆ ลดลง โดยธปท. ยังไม่เห็นความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทันที เนื่องจากเงินเฟ้อในรอบนี้เกิดจาก ฝั่งอุปทาน เช่น ราคาพลังงานที่สูงขึ้น”
นายวิทัยกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยทันทีจะไป ทำลายอุปสงค์ (Demand) หรือกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ราคาสินค้าที่เกิดจากต้นทุนพลังงานลดลง ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน กว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง ซึ่งถึงเวลานั้น สถานการณ์อาจจบลงแล้ว หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบางจะไม่มีประโยชน์
“กนง. ยังไม่ได้ประชุมนัดพิเศษ แต่มอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อสูงต่อเนื่องยาวนาน จนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิต”
นายวิทัย กล่าวว่า ในเรื่องค่าเงินบาท ธปท. ดูแลไม่ให้บาทแข็งหรืออ่อนเกินไป บาทที่แข็งจะกระทบการส่งออกและท่องเที่ยว ส่วนบาทที่อ่อนเกินไปจะกระทบต้นทุนการนำเข้าและเงินเฟ้อ หากมีความผันผวนสูงเกินไป ธปท. พร้อมจะเข้าแทรกแซงเพื่อดึงกลับมาให้สอดคล้องกับสถานะเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ธปท.จะเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการดูแลสภาพคล่อง การปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระหนี้ให้ประชาชน, สงครามเป็นปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในสมการเดิมและมีความรุนแรงกว่าที่คาด ทำให้ไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยนโยบายการเงินจะเป็นส่วนเสริม แต่นโยบายหลักจะมาจากทางรัฐบาลเป็นหลัก
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

