ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ มีสิทธิพุ่งต่อขาขึ้น ถ้า ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ตกลงกันได้

ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ มีสิทธิพุ่งต่อขาขึ้น ถ้า ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ ตกลงกันได้

  • ผู้เชี่ยวชาญ มองว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ จะทำให้ราคาทองคำ และเงินกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง 
  • นักวิเคราะห์ เชื่อว่า ตลาดกระทิงของโลหะมีค่าจะกลับมา และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ภายในปีนี้ หากข่าวการเจรจาสันติภาพมีความชัดเจน
  • ในระยะยาว หากมีสันติภาพ ราคาเงินจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
  • ในทางกลับกัน หากการเจรจาล้มเหลว ทองคำจะปรับตัวขึ้นก่อนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แล้วราคาเงินจะปรับขึ้นตามอย่างรวดเร็ว

 หลังจากที่ ราคาทองคำ และเงิน พุ่งทำสถิติสูงสุดในปี 2025 ล่าสุด CNBC ได้สัมภาษณ์นักวิเคราะห์ พบว่า “ราคาทองคำ และเงิน” อาจพุ่งขึ้นได้อีก หากมีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

 ตลาดกระทิงยังไม่จบ

ในช่วงที่มีความขัดแย้ง ทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับน้ำมัน และดอลลาร์ แต่หากมีการทำข้อตกลงสันติภาพ แรงกดดันเหล่านั้นจะหายไป เหมือนกับทองคำ และเงินได้ “ปลดเบรกมือ” ออก และพร้อมที่จะวิ่งต่อไปตามกลไกตลาดปกติ

หัวหน้านักยุทธศาสตร์จาก BNP Paribas Fortis ยังคงเชื่อมั่นว่า ทองคำ และเงินยังไปต่อได้ และเรียกช่วงที่ราคาตกลงมาว่าเป็นเพียง “ช่วงพักฐาน” โดยมองว่า ที่ผ่านมาสินทรัพย์เหล่านี้ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยเปรียบเสมือน “แรงโน้มถ่วง” ที่คอยดึงราคาสินทรัพย์ทุกอย่างลงมา

แม้สงครามจะทำให้เศรษฐกิจชะงัก และเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ แต่เมื่อข่าวการเจรจาสันติภาพเริ่มชัดเจน ตลาดก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง 

นักวิเคราะห์ เชื่อว่า ตลาดกระทิงจะกลับมา และทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ภายในปีนี้ เพราะธนาคารกลางหลายประเทศยังคงต้องการสะสมทองคำแทนการถือพันธบัตรสหรัฐ และในภาวะที่เงินเฟ้อสูงถาวร การถือสินทรัพย์ที่จับต้องได้  อย่างทอง และเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น

สำหรับราคาเงินนั้น นอกจากปัจจัยเรื่องการลงทุนแล้ว ยังมีเรื่องของ “ความต้องการใช้จริง” ที่สูงมาก ทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด แผงโซลาร์เซลล์ และ AI ซึ่งความต้องการเหล่านี้สวนทางกับปริมาณการผลิตที่ตึงตัว 

สงครามยิ่งย้ำให้เห็นว่า พลังงานทางเลือกสำคัญแค่ไหน ซึ่งนั่นหมายถึงความต้องการใช้แร่เงินที่เพิ่มขึ้นด้วย

ในระยะสั้นอาจมีความผันผวนจนกว่าข้อตกลงจะเสร็จสมบูรณ์ แต่ในระยะยาว หากมีสันติภาพ ราคาเงินจะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และความต้องการในอุตสาหกรรม แต่ถ้าการเจรจาล้มเหลว ทองคำจะเป็นตัวนำในการปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยก่อน แล้วราคาเงินจะวิ่งตามมาอย่างรวดเร็วเนื่องจากซัปพลายในตลาดที่มีจำกัด

ขณะนี้ ราคาทองคำในตลาดโลก Spot Gold ปรับตัวขึ้น 1.2% มาอยู่ที่ 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าวันที่ (8 พ.ค.69) ท่ามกลางความหวังว่า สงครามที่ยืดเยื้อมา 69 วันกำลังจะจบลง

ย้อนไทม์ไลน์ ‘ราคาทอง-เงิน’

ในปี 2025 ทองคำ และเงินทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยราคาทองพุ่งขึ้น 66% และเงินพุ่งถึง 135% 

แต่พอเข้าปี 2026 ตลาดกลับผันผวนหนัก โดยเฉพาะราคาเงินที่ดิ่งลงแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีเมื่อปลายเดือนมกราคม ส่วนทองคำเองก็ปรับตัวลดลงมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดที่เคยทำไว้

นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69  ทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ถูกท้าทาย เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น แนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นตามราคาน้ำมัน และการที่นักลงทุนพากันขายทำกำไรหลังจากราคาพุ่งเกินจริงไปมากก่อนหน้านี้ ทำให้ราคาทองคำปรับฐานลง

ผู้เชี่ยวชาญจาก Indosuez Wealth Management อธิบายว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกต่ำเมื่อเดือนมี.ค. ทองคำได้ทำหน้าที่อย่างดี นักลงทุนที่ถือทองคำอยู่สามารถขายทองที่ได้กำไรมาช่วยชดเชยการขาดทุนในตลาดหุ้นได้ ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญของสินทรัพย์ปลอดภัย

ที่มา: CNBC, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์