ญี่ปุ่นกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านทางการเงินครั้งสำคัญ เมื่อเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มทำให้ครัวเรือนหันหลังให้กับเงินฝากที่เคยนอนนิ่งมานาน และหันไปลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) รวมถึง กองทุนรวม มากขึ้นอย่างชัดเจน สัญญาณนี้สะท้อนว่า ประเทศที่เคยคุ้นกับเงินฝืดและดอกเบี้ยต่ำ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนต้องคิดใหม่เรื่องการออมและผลตอบแทน

จาก Savings mode สู่ Investment mode
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า เงินครัวเรือนญี่ปุ่นราวครึ่งหนึ่งจากสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมดมูลค่า 2.3 quadrillion เยน หรือประมาณ 14.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังอยู่ในรูปเงินฝาก แต่ทิศทางเริ่มเปลี่ยนไป หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบ ในเดือนมีนาคม 2024 และทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับสู่ภาวะปกติ ตลาดจึงเริ่มคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่งผลให้ครัวเรือนมองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากมากขึ้น
กระแสนี้สะท้อนแนวคิด “Flow follows yield” อย่างเด่นชัด เมื่อเงินฝากให้ผลตอบแทนไม่เพียงพอชดเชยเงินเฟ้อ นักลงทุนรายย่อยจึงเริ่มย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะ JGB และกองทุนรวม ซึ่งกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
ยอดซื้อ JGB รายบุคคลพุ่งแรง
ข่าว ระบุว่า Rakuten Securities มียอดขายรายเดือนของธุรกิจตราสารหนี้ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ พันธบัตรอายุ 10 ปี เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่พันธบัตรที่รายย่อยซื้อได้ ด้านข้อมูลการออก JGB รายบุคคลในครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 61% จากปีก่อน เป็น 4.5 ล้านล้านเยน
เมื่อรวมทั้งปีงบประมาณ สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 มียอดออก JGB รายบุคคลมากกว่า 6 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี สะท้อนว่า คนญี่ปุ่นเริ่มนำเงินออมออกมาลงทุนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แทนที่จะปล่อยไว้ในบัญชีฝากออมทรัพย์ตามพฤติกรรมเดิม
เงินฝากชะลอ ขณะที่ การลงทุนขยับขึ้น
ข้อมูลจาก BOJ ชี้ว่า การเติบโตของเงินฝากแบบออมทรัพย์ทั่วไป ชะลอลงมาอยู่ที่ราว 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลเทียบเคียงได้ในปี 2000 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ครัวเรือนญี่ปุ่นกำลังแบ่งเงินไปยังหลักทรัพย์มากขึ้น และค่อยๆ เคลื่อนจาก “savings mode” ไปสู่ “investment mode” อย่างเป็นระบบ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะผลตอบแทนเงินฝากต่ำเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความเชื่อที่เปลี่ยนไปว่าเงินเฟ้อจะอยู่กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นนานขึ้น ทำให้การเก็บเงินนิ่งๆ อาจไม่เพียงพอในการรักษากำลังซื้อในระยะยาว
ผลต่อพันธบัตร หุ้น และตลาดการเงิน
ในอีกมุมหนึ่ง การที่นักลงทุนรายย่อยซื้อ JGBs มากขึ้น อาจช่วยพยุงตลาดพันธบัตรรัฐบาลในประเทศได้บ้าง เพราะผู้ซื้อกลุ่มนี้มักถือยาวและไม่ได้เน้นการเทรดในตลาดรองมากนัก แม้ผลต่อ secondary market อาจไม่เด่นชัด แต่การมีฐานนักลงทุนในประเทศที่กว้างขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญต่อการระดมทุนของภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางนโยบายการคลังขยายตัวของนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi การมีแหล่งเงินทุนภายในประเทศที่แข็งแรงขึ้น ยิ่งช่วยลดความเปราะบางของตลาดพันธบัตรในระยะยาว และอาจทำให้โครงสร้างการออมของญี่ปุ่นสมดุลมากขึ้น
นัยต่อหุ้นโลกและนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งหุ้นโลกและทิศทางเงินทุนข้ามสินทรัพย์ หาก BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องไปสู่ระดับ 1% ตามที่ตลาดคาด สินทรัพย์ปลอดภัยในญี่ปุ่นจะน่าสนใจขึ้น และเงินบางส่วนอาจไหลกลับสู่ JGBs มากกว่าจะไหลออกไปหาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อ discount rate อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง หุ้นญี่ปุ่นบางกลุ่ม เช่น โบรกเกอร์ บลจ. และ สถาบันการเงิน ที่มีธุรกิจตราสารหนี้ อาจได้ประโยชน์จากการออมและการบริหารความมั่งคั่งที่คึกคักขึ้น ขณะที่ ข้อมูลจาก Association of Japan ระบุว่า กองทุนหุ้นที่เสนอขายทั่วไปมีเงินไหลเข้า 1.7 ล้านล้านเยน ในเดือนพฤษภาคม เป็นเดือนที่ 36 ติดต่อกันที่เป็น net inflow และเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันที่เงินไหลเข้าเกิน 1 ล้านล้านเยน
ภาพใหญ่: ญี่ปุ่นกำลังปรับสมดุลการออมครั้งใหญ่
กองทุนยอดนิยมในระบบ NISA ยังเป็นกองทุนที่อิงดัชนี MSCI ACWI ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการกระจายลงทุนไปทั่วโลกมากขึ้น โดยรวมแล้ว ญี่ปุ่นไม่ได้เพียงเปลี่ยนจากประเทศเงินฝากเป็นประเทศลงทุนเท่านั้น แต่กำลังปรับสมดุลของกระแสเงินในระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่
เมื่อคนญี่ปุ่นเริ่มเชื่อว่า เงินเฟ้อจะอยู่กับเศรษฐกิจนานขึ้น พฤติกรรมการออมแบบเดิม อาจถูกแทนที่ด้วยการแสวงหาผลตอบแทนที่สอดคล้องกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย ควรติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
สรุป: ญี่ปุ่นกำลังก้าวสู่ยุคที่เงินออมไหลออกจากเงินฝากและเข้าสู่ JGBs กับกองทุนรวมมากขึ้น ท่ามกลางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น และพฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา: สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

