SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้ 

SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้ 

นายพรชลิต   พลอยกระจ่าง   กรรมการผู้จัดการ   Head  of  Real   Estate  &  Infrastructure  Investment  บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือBBLAM เปิดเผยว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี (SUPEREIF) จะจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 25 จากผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 หรือระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.26500 บาท โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุน  เพื่อกำหนดสิทธิรับเงินปันผล ในวันที่  27  สิงหาคม  2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 10 กันยายน 2569

เมื่อนับรวมตั้งแต่จัดตั้งกองทุน  จนถึงการประกาศจ่ายเงินครั้งล่าสุด  SUPEREIF  จ่ายเงินปันผลรวม  25  ครั้ง คิดเป็นเงิน 4.46154 บาทต่อหน่วย  และจ่ายเงินลดทุนไป  7 ครั้ง   คิดเป็นเงิน  1.121 บาทต่อหน่วย  รวมเป็นเงินปันผลและเงินลดทุนที่จ่ายออกไปทั้งสิ้น 5.58254 บาทต่อหน่วย

ตั้งแต่ปีปฏิทิน 2566 เป็นต้นไป หากกองทุนฯ มีเงินลดทุนสําหรับรอบผลการดำเนินงานระหว่างปีปฏิทิน กองทุนฯ จะรวบรวมเงินลดทุนดังกล่าวไปจ่ายพร้อมกับเงินจ่ายที่จะพิจารณาจากรอบผลการดำเนินงานสุดท้ายของปีปฏิทินนั้นๆ โดยสําหรับรอบผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 กองทุนฯ จะมีสภาพคล่องคงเหลือหลังจากการจ่ายเงินปันผลและการกันสํารองต่างๆ ประมาณ 37.2 ล้านบาท หรือ 0.072 บาทต่อหน่วย

สรุปผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี  2569  พบว่า กองทุนมีรายได้รวมเท่ากับ 192.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 9.4% จากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 4.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็น 192.4 ล้านบาท แต่ลดลง 9.3% จากไตรมาสก่อน ส่วนรายได้จากการลงทุนสุทธิ  เท่ากับ 163.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลง แต่ลดลง 10.8% จากไตรมาสก่อน ทั้งนี้ อัตรากำไรจากรายได้จากการลงทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 84.9% เมื่อเทียบกับ 81.4% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ 86.3% ในไตรมาสก่อน

สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี  2569  พบว่า มีรายได้รวมเท่ากับ 405.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นดังกล่าว เป็นเพราะรายได้จากเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 2.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็น 404.5 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 346.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายรวมที่ลดลง ทั้งนี้ อัตรากำไรจากรายได้จากการลงทุนสุทธิสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 85.6% เพิ่มขึ้นจาก 82.7% ในงวดเดียวกันของปีก่อน

สินทรัพย์รวมของกองทุนฯ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีจำนวน 6,177.4 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย เงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ 5,872.0 ล้านบาท เงินลงทุนในหลักทรัพย์และเงินฝากธนาคาร 182.2 ล้านบาท และสินทรัพย์อื่น 123.1 ล้านบาท (สินทรัพย์อื่นโดยหลัก คือ ลูกหนี้จากสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ 121.5 ล้านบาท) หนี้สินรวมมีจำนวน 1,462.1 ล้านบาท โดยหลัก คือ เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินจำนวน 1,456.6 ล้านบาท สินทรัพย์สุทธิ (NAV) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เท่ากับ 4,715.3 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.1558 บาทต่อหน่วย

กองทุนรวม SUPEREIF ลงทุนในสิทธิในรายได้สุทธิจากการดำเนินโครงการกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินขนาดเล็กมากของบริษัท 17 อัญญวีร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท เฮลท์ แพลนเน็ท เมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 19 โครงการ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สระบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ  ปราจีนบุรี  สระแก้ว  พิจิตร  และเพชรบูรณ์  โดยมีปริมาณพลังไฟฟ้าสูงสุดที่เสนอขายตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือการไฟฟ้านครหลวง (แล้วแต่กรณี) รวม 118 เมกะวัตต์

ขณะที่ ระยะเวลาโอนสิทธิรายได้สุทธิ  เริ่มตั้งแต่วันที่  14 สิงหาคม 2562  จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแต่ละโครงการ ซึ่งระยะเวลาซื้อขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 21-22 ปี นับจากวันที่  14  สิงหาคม  2562  โดยวันสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าโครงการสุดท้ายจะสิ้นสุดในวันที่ 26 ธันวาคม 2584

ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

BBLAM

13 สิงหาคม 2569