พันธบัตรระยะยาวทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณ และอุปทานในตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากฝั่งรัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีที่เร่งลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี
พันธบัตรกลุ่มนี้เผชิญแรงกดดันมากที่สุด เนื่องจากอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรกลุ่มอื่น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีของสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในสัปดาห์นี้ ขณะที่บอนด์ยีลด์ฝรั่งเศสแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ส่วนเยอรมนีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ขณะที่บอนด์ยีลด์อังกฤษ อายุ 30 ปีขยับเข้าใกล้ 6% และญี่ปุ่นเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
แม้ปัจจัยภายในของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่ปัจจัยร่วมในเชิงโครงสร้างที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นในระยะนี้ มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทำให้ตลาดกังวลว่า เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Supply shock และแรงกดดันเงินเฟ้อมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังกังวลว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาด รวมไปถึงปัจจัยด้านประชากรยังทำให้อุปสงค์จากนักลงทุนกลุ่มที่เคยเป็นผู้ซื้อพันธบัตรอย่างสม่ำเสมอลดลง
รัฐบาลเบนเข็มออกบอนด์ระยะสั้น หลังยีลด์ระยะยาวพุ่ง
ความกังวลดังกล่าวรุนแรงมากจนหลายประเทศเริ่มปรับสัดส่วนการออกพันธบัตร โดยหันไปออกพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ รัฐบาลอังกฤษซึ่งยุติการออกพันธบัตรระยะยาวที่กำหนดไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่กระนั้น รัฐบาลหลายประเทศมีทางเลือกในการรับมืออย่างจำกัด ท่ามกลางโลกใหม่ที่ไม่สามารถล็อกต้นทุนทางการเงินให้ต่ำไว้ได้นานเหมือนในอดีต
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งแตะ 5.33% – รัฐบาลกุมขมับก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 40 เบซิสพอยต์นับตั้งแต่สิ้นเดือนมิ.ย. แตะ 5.33% เมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 5.28% แต่ยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเมื่อปี 2007 สถานการณ์เช่นนี้สร้างความยุ่งยากให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับสูงจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการขอสินเชื่อในภาคธุรกิจและผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้
คริส อิกโก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ AXA IM Core ภายใต้ BNP Paribas Asset Management ให้ความเห็นว่า “การเลือกตั้งในเดือนพ.ย. อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านนโยบายเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ตลาดจับตาประเด็นการคลังมากขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูกาลจัดทำงบประมาณ คงไม่มีใครอยากเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งครั้งสำคัญ พร้อมกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น แม้จะยังต่ำกว่าปี 2023 ก็ตาม”
อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะยิ่งเพิ่มภาระทางการคลังให้กับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก สำหรับสหรัฐฯ ดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขาดดุลงบประมาณขยายตัวเพิ่มขึ้น หากนับตามปีงบประมาณปัจจุบันจนถึงขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.17 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น
นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์กมองว่า มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เชื่อได้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังคงสูงในเชิงโครงสร้างตลอดทศวรรษนี้ แต่ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่งคือ วิธีการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณ โดยทั่วไปการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มขึ้นเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ และมักมาพร้อมกับการลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงตลาดพันธบัตร แต่ปัจจุบัน การขยายการใช้จ่ายภาครัฐที่เกิดขึ้นพร้อมกับวัฏจักรเศรษฐกิจ นั่นทำให้การกู้ยืมของรัฐบาลเป็นตัวเร่งให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสูงอยู่แล้ว
กลุ่มเทคฯ เร่งออกบอนด์ ซัพพลายล้นตลาด-กดแรงซื้อพันธบัตรระยะยาว
หนึ่งในปัจจัยที่กดดันพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังมาจากการแข่งขันในฝั่งภาคเอกชนที่ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ปริมาณตราสารหนี้อายุยาวในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการกู้เงินในระยะยาวเพื่อใช้ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังหันไประดมทุนในต่างประเทศมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ กรณี Alphabet ที่เสนอขายหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลียเป็นครั้งแรก มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
แรงกดดันด้านอุปทานในตลาดพันธบัตรยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ฐานผู้ซื้อพันธบัตรกำลังเปลี่ยนไป
ในอดีตนั้น กองทุนบำนาญ ซึ่งมีนโยบายเน้นการถือครองสินทรัพย์ระยะยาว เป็นนักลงทุนกลุ่มใหญ่ในตลาดพันธบัตร แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการจำนวนมากกำลังลดการพึ่งพาระบบบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ นอกจากนี้ กฎระเบียบยังส่งเสริมให้กองทุนเพิ่มการลงทุนในหุ้นมากขึ้น
เมื่อมองในภาพรวม การออกพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพานักลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น
รายงานการประชุมของเฟดเดือนมิ.ย. มีข้อมูลซึ่งบ่งชี้ว่า โครงสร้างผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นฝั่งภาครัฐซึ่งไม่ค่อยอ่อนไหวต่อราคามากนัก มีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่นักลงทุนภาคเอกชนที่อ่อนไหวกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อ Term premium หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับการถือครองพันธบัตรระยะยาว
แรงกดดันลามยุโรป-ญี่ปุ่น บอนด์ยีลด์ระยะยาวพุ่ง
ในยุโรป ความกังวลเกี่ยวกับการกู้ยืมของรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูงและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยบอนด์ยีลด์ฝรั่งเศสอายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่นักลงทุนหันไปจับตาการเจรจางบประมาณปี 2027 และการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
ขณะที่เยอรมนีต้องจ่ายต้นทุนสำหรับพันธบัตรอายุ 30 ปีที่ออกประมูลเมื่อวันอังคาร สูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนในญี่ปุ่น แม้ระดับอัตราผลตอบแทนโดยรวมยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ แต่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านราคาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเทขายพันธบัตร แต่บอนด์ยีลด์ระยะยาวที่สะท้อนคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพในตลาดหลักส่วนใหญ่ ในทางกลับกัน การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการกู้ยืมส่วนใหญ่เกิดจากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการนอกเหนือจากการชดเชยเงินเฟ้อเพื่อแลกกับการถือครองพันธบัตร
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Asset Management มองว่า การปรับราคาในตลาดครั้งนี้อาจสร้างโอกาสที่น่าสนใจสำหรับเงินทุนใหม่ที่กำลังเข้าลงทุน
ที่มา: Bloomberg, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

