APAC จ่อขึ้นแท่นภูมิภาคที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางศก.จากภาคการเงินสูงสุดในโลก คาดจ่อแตะ 4.8 ล้านล้านดอลล์ ในปี 2035

APAC จ่อขึ้นแท่นภูมิภาคที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางศก.จากภาคการเงินสูงสุดในโลก คาดจ่อแตะ 4.8 ล้านล้านดอลล์ ในปี 2035

รายงานของ Deloitte เผยว่า เอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จากธุรกิจบริการทางการเงินสูงสุดของโลกภายในปี 2035 คิดเป็นมูลค่า 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้าสหรัฐฯ ที่ 4.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ Deloitte นิยามคำว่า “มูลค่าเพิ่ม” (Value added) ว่าเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมดังกล่าวมีส่วนป้อนเข้าสู่ผลผลิตทางเศรษฐกิจ โดยคำนวณจากรายได้ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การปล่อยสินเชื่อ การประกันภัย และการซื้อขายหลักทรัพย์ หักด้วยต้นทุน หรือปัจจัยนำเข้าที่จำเป็นต่อการให้บริการเหล่านั้น

ชนชั้นกลางขยายตัว-หนุนดีมานด์บริการการเงิน

สจวร์ต จอห์นสตัน หัวหน้าฝ่ายธุรกิจบริการทางการเงินของ Deloitte ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า นอกจากการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเอเชียแล้ว การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลางยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการทางการเงินในภูมิภาค

ก่อนจะเพิ่มเติมว่า “ในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเห็นครัวเรือนใหม่ ราว 362 ล้านครัวเรือนในเอเชียแปซิฟิกก้าวเข้าสู่กลุ่มชนชั้นกลาง ความมั่งคั่งโดยรวมของประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงดังกล่าว นั่นคือ จุดที่จะได้เห็นการเติบโตที่แท้จริง” ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ทั้งธนาคาร บริษัทประกัน ผู้บริหารความมั่งคั่ง ตลอดจนผู้เล่นหน้าใหม่อย่างสตาร์ทอัปและบริษัทฟินเทค

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เล่นรายเดิมในอุตสาหกรรม เช่น ธนาคาร ยังต้องเผชิญความท้าทายจากการเกิดขึ้นของผู้เล่นที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม จอห์นสตัน เตือนว่า สถาบันการเงินจำเป็นต้องทบทวนวิธีดึงดูดลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น นอกเหนือไปจากฐานลูกค้ากลุ่มเดิม ไม่เช่นนั้นอาจเสียส่วนแบ่งให้กับผู้เล่นหน้าใหม่

จีนครองตลาด-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตเร็วสุด

Deloitte ประเมินว่า จีนจะยังคงเป็นผู้นำตลาดบริการทางการเงินของเอเชียในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเกือบ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 ขณะที่ อินเดียตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 465,000 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ ประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดยฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 12% ระหว่างปี 2024-2035 ตามด้วยอินเดียที่ 10% เวียดนาม 9.1% อินโดนีเซีย 8.9% และมาเลเซีย 7.8%

จอห์นสตัน กล่าวว่า “ปัจจัยที่ส่งเสริมจีนเป็นเรื่องของขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลางเนื่องจากฐานประชากร ซึ่งใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และนวัตกรรมที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในด้านการชำระเงินและเทคโนโลยี Tokenization”  

นอกเหนือจากจีน จอห์นสตัน ระบุว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย รวมถึงการขยายตัวของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ จะช่วยเพิ่มปริมาณเงินทุนที่พร้อมสำหรับการลงทุน นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียจะต้องใช้เงินทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดคำถามว่า เงินทุนเหล่านี้จะมาจากภายในภูมิภาคเอง หรือจะต้องพึ่งพาตลาดทุนระหว่างประเทศ

ชี้เอเชียต้องขยับบทบาท-เร่งเชื่อมตลาดรองรับเงินทุน

จอห์นสตัน กล่าวว่า เมื่อเอเชียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดระบบการเงินโลก ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องยกระดับการบูรณาการทางการเงิน เพื่อให้เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนนวัตกรรม

“เราเชื่อมโยงกันอย่างดีมากในมิติการค้า แต่ในแง่ของระบบการเงิน เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น” เขากล่าว

รายงานของ Deloitte ระบุถึง 4 สมรภูมิสำคัญ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่บริษัทบริการทางการเงินจำเป็นต้องรับมือในช่วงหลายปีข้างหน้า ได้แก่ การพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อผ่านธนาคารมากเกินไป ความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

แนะเร่งกระจายแหล่งเงินทุน-ชี้ระบบการเงินเอเชียพึ่งธนาคารสูง

จอห์นสตัน ชี้ว่า เงินฝากธนาคารในภูมิภาคเอเชียมีมูลค่าราว 122% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 73% ขณะที่ การระดมทุนผ่านตลาดทุนคิดเป็นเพียง 53% ของ GDP หรือประมาณครึ่งหนึ่งของระดับในสหรัฐฯ

เขาอธิบายว่า แม้ระบบการเงินที่มีธนาคารเป็นศูนย์กลางจะมีส่วนสนับสนุนโมเดลการเติบโตของเอเชียที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิต แต่เรากำลังจะได้เห็นการเติบโตในภาคส่วนที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการเงินทุนและผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนประเภทต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น”

ที่มา: Nikkei Asia, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย