
แรงกดดันด้านภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ อาจผลักดันให้จีนและอินเดีย เปลี่ยนสถานะจากคู่แข่งกลายเป็นพันธมิตร แม้จะเกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจก็ตาม ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกจับตามองเป็นพิเศษในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ในการประชุมสุดยอด องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ครั้งที่ 25 ซึ่งนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย มีกำหนดพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน
การเยือนจีนของโมดีรอบนี้เป็นการเดินทางเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทชายแดนในปี 2020 ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศสั่นคลอน โดยกระทรวงการต่างประเทศอินเดียส่งสัญญาณว่า อาจมีการหารือนอกรอบการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์อินเดีย–จีน ส่วนใหญ่มองว่า การประชุมครั้งนี้จะไม่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของมิตรภาพอันยาวนาน
อมิต ภัณฑารี (Amit Bhandari) นักวิชาการอาวุโสด้านพลังงาน การลงทุน และการเชื่อมโยงจากสถาบัน Gateway House กล่าวว่า “ความระแวงจีนหยั่งรากลึกในอินเดีย” แต่ท่ามกลางแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐฯ และห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ทั้งจีนและอินเดียต่างเริ่มขยับเข้าหากันมากขึ้น ก่อนหน้านี้ ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงนิวเดลีของหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ จีน กล่าวว่า จีนและอินเดียควรมองกันเป็น “หุ้นส่วน” มากกว่า “คู่แข่งหรือภัยคุกคาม” แต่ภัณฑารีชี้ว่า “ความเป็นหุ้นส่วนกับจีนคงไม่เหมือนความสัมพันธ์ที่อินเดียมีกับรัสเซีย หรือสหรัฐฯ”
อินเดียมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ 45,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 แต่ขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 99,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2025 เพิ่มขึ้นจากระดับ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า ซึ่งการนำเข้าสินค้าจากจีน พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 113,45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สถานทูตอินเดียในจีน ระบุว่า “ความกังวลของเรามี 2 เรื่อง คือ การขาดดุลการค้ามหาศาลและแนวโน้มที่ช่องว่างนี้จะขยายตัวต่อเนื่องทุกปี เราจึงพยายามเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงตลาด และอีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับอินเดีย คือ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีนกับปากีสถาน โดยรายงานของสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ชี้ว่า ระหว่างปี 2020–24 จีนส่งออกอาวุธหลักไปยัง 44 ประเทศ และเกือบ 2 ใน 3 หรือ 63% ของยอดส่งออกทั้งหมดถูกส่งไปยังปากีสถาน โดยจีนส่งออกอาวุธคิดเป็น 81% ที่ปากีสถานนำเข้าในช่วงดังกล่าว เพิ่มจากระดับ 74% ในช่วงปี 2015–2019 โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การประชุม SCO ครั้งนี้ คงไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาท หรือสมานรอยร้าวระหว่าง 2 ประเทศได้ แต่การปรากฏตัวของโมดีในจีน อาจสะท้อนถึงความพร้อมในการหาจุดยืนร่วมกัน
ทั้งนี้ อินเดียพยายามวางตัวเป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน ซึ่งในไตรมาส 2 ปีนี้ อินเดียแซงหน้าจีนขึ้นเป็นผู้ส่งออกสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐฯ โดยส่วนแบ่งของจีนในตลาดสมาร์ทโฟนสหรัฐฯ ร่วงเหลือเพียง 25% จาก 61% เมื่อปีก่อน
อย่างไรก็ตาม อินเดียยังพึ่งพาวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากจีนในหลายอุตสาหกรรม เช่น ส่วนประกอบยา (API) จากสารเคมี โดยจีนส่งมอบให้ถึง 70% ของความต้องการอินเดีย และสำหรับ API ชีววัตถุสูงถึง 90% อีกทั้งจีนยังเป็นซัพพลายเออร์หลักของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และสารเคมีอินทรีย์
ที่มา: CNBC, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย