เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด-ส่งสัญญาณลดครั้งเดียวปีนี้ เตือนเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งจากสงคราม-ราคาน้ำมัน

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด-ส่งสัญญาณลดครั้งเดียวปีนี้ เตือนเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งจากสงคราม-ราคาน้ำมัน

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น และส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลาง สหรัฐฯ (เฟด) แถลงหลังการประชุมว่า แนวโน้มดังกล่าวมีความไม่แน่นอนสูงมาก ขณะที่ ผู้กำหนดนโยบายการเงินกำลังประเมินผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะผลักดันเงินเฟ้อโดยรวม แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินขอบเขตและระยะเวลาของผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่า ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมาก หรือน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเห็นต่าง โดยลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับมติครั้งนี้และสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ย

ขณะที่ การคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยรอบใหม่ คณะกรรมการเฟดโดยรวมยังคงคาดว่า จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนธ.ค. 2025 อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ระบุว่า การคาดการณ์รายบุคคลสะท้อนว่า มีผู้กำหนดนโยบายจำนวนหนึ่งที่มองว่า การผ่อนคลายนโยบายในปีนี้จะน้อยกว่าที่ประเมินไว้เมื่อสามเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ประธานเฟด ยังระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่การดำเนินนโยบายครั้งต่อไปของเฟด อาจเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมเช่นเดียวกับครั้งก่อน แม้เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะไม่ได้มองว่าเป็นกรณีหลักก็ตาม

พาวเวลล์ ย้ำว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการกำหนดขอบเขตและจังหวะของการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในอนาคต แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงและสมดุลความเสี่ยง

ถ้อยแถลงของพาวเวลล์ทำให้นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ว่า เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ยไปจนถึงปีหน้า  โดยให้เหตุผลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากในการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรอบใหม่ และความเสี่ยงด้านลบต่อตลาดแรงงาน โดยยังไม่ชัดเจนว่า ความเสี่ยงด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่า

คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อ

ดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ คาดว่าจะอยู่ที่ 2.7% ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันและสูงกว่าที่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.4% ในเดือนธ.ค. สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นหลังเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

พาวเวลล์ ระบุว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังเป็นผลจากแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากมาตรการภาษี ซึ่งทำให้ความคืบหน้าในการลดเงินเฟ้อสู่เป้าหมาย 2% ชะลอลง “สิ่งสำคัญที่เราจับตาดูในปีนี้ คือ การเห็นความคืบหน้าในการลดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ลดลง”

ทั้งนี้ ไม่มีผู้กำหนดนโยบายรายใดมองว่า จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่หนึ่งรายคาดว่าอาจต้องปรับขึ้นในปี 2027

นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มประมาณการทางเศรษฐกิจเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.4% ในปี 2026 จากเดิม 2.3% ในเดือนธ.ค. โดยยังคงอัตราการว่างงานไว้ที่ 4.4%

ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เดือนก.พ. ยังเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 7 เดือน โดยพุ่งขึ้น 3.4% จากต้นทุนภาคบริการและสินค้าหลายประเภทที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมัน รวมถึงแรงส่งผ่านจากมาตรการภาษีที่ยังคงอยู่ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.9%

ส่วนดัชนีภาคบริการเพิ่มขึ้น 0.5% คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของการปรับขึ้นรายเดือนของดัชนี PPI โดยก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนม.ค. และเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม

แถลงการณ์แทบไม่เปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งการคาดการณ์ใหม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของเฟดต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก นอกเหนือจากผลกระทบของสงครามแล้ว แถลงการณ์ฉบับใหม่ของเฟดแทบไม่แตกต่างจากฉบับที่เผยแพร่หลังการประชุมเมื่อวันที่ 27-28 ม.ค.

ที่มา: Reuters, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย