ผลสำรวจโดยสำนักข่าว CNBC ระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมสัปดาห์นี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ
ผู้ตอบแบบสอบถามราว 89% คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% โดยให้เหตุผลถึงเงินเฟ้อและค่าจ้างที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ญี่ปุ่นเดินหน้าวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น
หากมีการขึ้นดอกเบี้ยจริง จะสะท้อนให้เห็นว่า แบงก์ชาติญี่ปุ่นกำลังเร่งวงจรคุมเข้มนโยบายการเงินให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ปรับดอกเบี้ยห่างกันประมาณ 6 เดือน นับตั้งแต่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อเดือนมี.ค. 2024 ซึ่งเป็นการสิ้นสุดนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบที่ยาวนานกว่า 8 ปี หรือตั้งแต่ปี 2016 โดยครั้งล่าสุด BOJ ขึ้นดอกเบี้ยไปเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 9-14 ก.ย. โดยสอบถามความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ 18 ราย
เงินเฟ้อ-ค่าจ้างหนุน BOJ ขึ้นดอกเบี้ย
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของญี่ปุ่นเดือนก.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดของปีนี้ที่ 1.9% เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน ขณะที่ ค่าจ้างที่แท้จริงในเดือนเดียวกันเพิ่มขึ้น 2.4% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7
นอกจากนี้ สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ หลายรายยังส่งสัญญาณสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงิน ซึ่งเปิดทางให้ BOJ เร่งการขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเดินหน้าวงจรขึ้นดอกเบี้ย โดย สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ดำเนินมาตรการด้านตลาดและนโยบายการเงินที่เด็ดขาด ในการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง G20 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากการที่เงินเยนอ่อนค่าอาจทำให้ญี่ปุ่นจำเป็นต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพยุงค่าเงินเยน ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
เคาะลดภาษีการบริโภค-ชูมาตรการทางการคลังลดค่าครองชีพ
ท่ามกลางแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงิน รัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยรัฐบาลได้อนุมัติแผนลดภาษีการบริโภคสำหรับสินค้ากลุ่มอาหารไปเมื่อวานนี้ (15 ก.ย.)
ภายใต้แผนดังกล่าว อัตราภาษีสำหรับอาหารจะลดลงเหลือ 1% จากปัจจุบันที่ 8% โดยจะเริ่มมีผลในเดือนเม.ย. 2027 เป็นระยะเวลา 2 ปี
มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อรับมือกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีของกลุ่มดังกล่าวลดลงจนเทียบเท่า 0% ในทางปฏิบัติ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งทุนสำหรับการลดภาษี โดยคาดว่า มาตรการในครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 5 ล้านล้านเยนต่อปี โดยรัฐบาลระบุว่าจะทบทวนรายจ่ายและแหล่งรายได้ทั้งหมด และจะหารือเพิ่มเติมเรื่องแหล่งเงินทุนในการเจรจาจัดทำงบประมาณช่วงปลายปี
จับตาต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ-ค่าเงินเยน
ขณะที่ BOJ มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนยังจับตาว่าการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นจะส่งผลต่อค่าเงินเยนและเศรษฐกิจอย่างไร
ผลสำรวจ CNBC ยังเผยว่า 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าเงินเยนจะซื้อขายอยู่ในกรอบ 155-160 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนหน้า
Homin Lee นักกลยุทธ์อาวุโสด้านเศรษฐกิจมหภาคจาก Lombard Odier กล่าวว่า การเปลี่ยนท่าทีไปสู่การคุมเข้มของ BOJ จะช่วยให้เงินเยนแข็งค่าเหนือกรอบ 160 เยนต่อดอลลาร์ แต่การแข็งค่าเกินระดับ 150 เยนต่อดอลลาร์อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจอาจออกมาต้านการแข็งค่าของเงินเยนที่เร็วเกินไป
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางรายยังไม่เห็นด้วยกับการเร่งขึ้นดอกเบี้ย โดย Carlos Casanova นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำตลาดเอเชียของ UBP คาดว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน แม้จะมองว่า BOJ ตามหลังอยู่ก็ตาม และคาดว่าในที่สุดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ทุก 6 เดือน
Casanova ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแนวทางเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะความตึงเครียดในอิหร่านและราคาน้ำมันที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ส่วน Jesper Koll ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของ Monex Group คาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.50% ในครั้งเดียว ก่อนพักขึ้นดอกเบี้ยไว้ชั่วคราว

