กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ของกองทุนบัวหลวง

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ของกองทุนบัวหลวง

กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF)

กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25 (BLTF75)

กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 หุ้นระยะยาวปันผล (BBASICDLTF)     

กองทุนเปิดบัวหลวงทศพลหุ้นระยะยาว (B-TOPTENLTF)

BBLAM’s 2019 INVESTMENT THEMES 

“รุ่งเรืองด้วยโครงสร้างพื้นฐาน บนสายพานของโลจิสติกส์”

  • ตลาดหุ้นไทย มีการปรับตัวเชิงบวกเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงต้นเดือน เม.ย. จากระดับบริเวณ 1,627 จุด และขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,684 จุด ก่อนจะปรับตัวลงมาบริเวณ 1,674 จุดในปลายเดือน เม.ย. โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันโลก และการเก็งกำไรในหุ้นรายตัว ซึ่งอยู่ในช่วงเทศกาลการจ่ายเงินปันผลและการประกาศผลประกอบการ โดย SET Index ปรับตัวขึ้น 2.13% ในเดือน เม.ย. นำโดยแรงซื้อจากสถาบันในประเทศ 11,822 ลบ. และเงินทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้า 3,377 ลบ. เป็นไปในทิศทางเดียวกับกระแสเงินลงทุนต่างชาติที่เข้าตลาดเกิดใหม่ทั่วอาเซียน
  • ตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือน เม.ย. เคลื่อนไหวในทิศทางเชิงบวก ขับเคลื่อนโดยตัวเลขเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณฟื้นตัว ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และประเทศในกลุ่มเกิดใหม่ กอปรกับความคืบหน้าที่ดีขึ้นของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น สะท้อนผ่านส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรุ่นอายุ 10 ปีกับ 3 เดือน ที่พ้นจากภาวะ “Inverted” หนุนให้กระแสเงินลงทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง สินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน ก็ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแผนการยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตของ OPEC และรัสเซีย รวมถึงการคว่ำบาตรอิหร่านและเวเนซูเอลาของสหรัฐ ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ในเชิงบวก
  • ด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเป็นแบบผ่อนคลาย (Dovish) โดยธนาคารกลางสหรัฐ (FED) นั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ และจะยุติแผนการลดงบดุลตั้งแต่เดือน ก.ย. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน และเตรียมเปิดเผยรายละเอียดโครงการวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารพาณิชย์ (LTRO3) ในการประชุมเดือนมิ.ย. นี้ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็คงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปถึงอย่างน้อยเดือน มี.ค. ปีหน้า ทำให้ความกังวลเรื่องสภาพคล่องตึงตัวนั้นลดลง

มุมมองตลาดหุ้นไทย 

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากต้องเผชิญทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งการส่งออกที่อ่อนแอมาจากสงครามการค้า การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และภาคการบริโภคที่ชะลอตัวลง ทั้งยังมีโอกาสที่ GDP จะโตต่ำกว่าเป้า ทำให้ล่าสุดรัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภาษีส่งเสริมการใช้จ่ายต่างๆ ทั้งนี้ แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่เชื่อว่าถ้าหากสามารถจัดตั้งได้แล้ว การลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนที่รอทยอยเข้ามาต่อเนื่องนับจากนี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาวที่ดีได้

ส่วนในระยะสั้น SET Index บริเวณปัจจุบันที่ 1,674 จุด ยังให้ค่า P/E ของตลาดในปี 2019 เท่ากับ 15.5 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับไม่แพง อีกทั้งการถือครองหุ้นของต่างชาติ (รวม NVDR) ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 30% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2005 และหากตลาดหุ้นไทยคลายความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางการเมืองได้ ก็จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มจะพิจารณากลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง พร้อมกับ Fund Flow จาก MSCI Rebalance ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจในระยะสั้นนี้

ทั้งนี้ เรายังคงกลยุทธ์พิถีพิถัน โดยต้องอาศัยความระมัดระวังในการประเมินโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนมากเป็นพิเศษในการเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มของกิจการที่ดี มีระดับราคาเหมาะสม ซึ่งจะสามารถผ่านความผันผวนในช่วงสั้น และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนได้

ปัจจัยทั้งบวก/ลบต่อกองทุน

(+) การเลือกตั้งยังเดินหน้าไปได้ตาม Process และทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยได้รับจัดสรร 26 พรรคการเมืองรวมประกาศรับรองครบทั้ง 2 ระบบ ซึ่งก็น่าจะเปิดประชุมรัฐสภาได้ตามกำหนดไม่เกินวันที่ 25 พ.ค.

(+) การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในรอบนี้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภาษีส่งเสริมการใช้จ่าย 6 มาตรการลดหย่อนภาษี กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ต้องคอยติดตามว่าจะสามารถกระตุ้น GDP ไทยกลับมาเติบโตตามภาครัฐคาดหวังไว้ได้หรือไม่?

(+) ปัจจัยที่อาจสนับสนุนตลาดในระยะสั้น ได้แก่ การปรับเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของดัชนี MSCI ในรอบเดือน พ.ค. ที่ให้นำหุ้น NDVR เข้ามารวมในการคำนวณน้ำหนักของดัชนีได้ ทำให้ตลาดหุ้นไทยถูกเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก 2.3% เป็น 2.8% (รวมผลกระทบของการรวมดัชนี China A Share ซาอุดิอาระเบีย และอาร์เจนติน่าด้วยแล้ว) คิดเป็นวงเงินลงทุนรวม 7.6 หมื่นล้านบาท ที่มีแนวโน้มไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังการ Rebalance MSCI ในวันที่ 29 พ.ค. 2019

(+/-) SET Index บริเวณปัจจุบันที่ 1,674 จุด ยังให้ค่า P/E ของตลาดในปี 2019 เท่ากับ 15.5 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับไม่แพง อีกทั้งการถือครองหุ้นของต่างชาติ (รวม NVDR) ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 30% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2005 และหากตลาดหุ้นไทยคลายความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางการเมืองได้ ก็จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มจะพิจารณากลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง พร้อมกับ Fund Flow จาก MSCI Rebalance ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจในระยะสั้นนี้ โดยกองทุนยังคงเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตดี และมีมูลค่าที่เหมาะสม

(-) IMF ได้ออกมาปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP โลกปี 2019 ลงเหลือ 3.3% จากเดิม 3.5% ในเดือน ม.ค. และเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ในรอบ 6 เดือน ส่วนการเติบโตของ GDP ในปี 2020 ยังคงประมาณการเดิม

(-) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากต้องเผชิญทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งการส่งออกที่อ่อนแอมาจากสงครามการค้า การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และภาคการบริโภคที่ชะลอตัวลง และมีโอกาสที่ GDP จะโตต่ำกว่าที่คาดการณ์

(-) ประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังถือเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ คณะทำงานของปธน.ทรัมป์จะจัดทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนครั้งใหม่นี้ ในวันที่ 17 มิ.ย. ถ้าบรรยากาศยังไม่สู้ดีแบบนี้ต่อไป จะถือเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นในระยะถัดไป

กลยุทธ์การลงทุนของกองทุน

กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF)

ตั้งแต่ต้นปี 2019 (ม.ค.-เม.ย.) ผลตอบแทนของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาวอยู่ที่ 6.09% และเกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) อยู่ที่ 8.61 % และหากอ้างอิงสัดส่วนลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก กลุ่มอุตสาหกรรมที่บวกมากที่สุด ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค (กลุ่มพลังงานได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและกลุ่มสาธารณูปโภคได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือ PDP ของกระทรวงพลังงาน ที่หนุนให้ผู้ประกอบการณ์สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น) รวมทั้งกลุ่มพาณิชย์ (ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาปากท้อง กลุ่มการค้าปลีกคาดว่าจะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากขึ้น)

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนได้เพิ่มความระมัดระวังในการประเมินโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนมากเป็นพิเศษ ในช่วงผันผวนระยะสั้น และยังคงกลยุทธ์ในการเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มของกิจการที่ดี มีระดับราคาเหมาะสม โดยผ่านการวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ รวมถึงการติดตามการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม พาณิชย์ พร้อมกับปรับลดน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ลงเล็กน้อย เป็นต้น

กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25 (BLTF75)

ตั้งแต่ต้นปี 2019 (ม.ค.-เม.ย.) ผลตอบแทนของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25 อยู่ที่ 4.97% และเกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) อยู่ที่ 8.61 % และหากอ้างอิงสัดส่วนลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก กลุ่มอุตสาหกรรมที่บวกมากที่สุด ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค (กลุ่มพลังงานได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกลุ่มสาธารณูปโภคได้รับอานิสงส์จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือ PDP ของกระทรวงพลังงาน ที่หนุนให้ผู้ประกอบการณ์สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น) และพาณิชย์ (ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาปากท้อง กลุ่มการค้าปลีกคาดว่าจะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากขึ้น)

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนได้เพิ่มความระมัดระวังในการประเมินโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนมากเป็นพิเศษ ในช่วงผันผวนระยะสั้น และยังคงกลยุทธ์ในการเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มของกิจการที่ดี มีระดับราคาเหมาะสม โดยผ่านการวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณรวมถึงการติดตามการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆอย่างสม่ำเสมอ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม พาณิชย์ และ ธนาคาร ขณะที่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ลงเล็กน้อย เป็นต้น

กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 หุ้นระยะยาวปันผล (BBASICDLTF)     

ตั้งแต่ต้นปี 2019 (ม.ค.-เม.ย.) ผลตอบแทนของกองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 หุ้นระยะยาวปันผล อยู่ที่ 5.46% และเกณฑ์มาตรฐาน (80% ของ SET TRI และ 20% ของ MSCI World Net Total Return Index) อยู่ที่ 9.88% และหากอ้างอิงสัดส่วนลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก กลุ่มอุตสาหกรรมที่บวกมากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (ปัญหาสุกรล้นตลาดคลี่คลายลง ส่งออกไก่ได้ดีขึ้น ต้นทุนด้านวัตถุดิบเช่นทูน่าราคาต่ำลง และ EU ปลดใบเหลืองและให้ใบเขียวแก่ไทย หลังแก้ปัญหาประมงตามหลักสากลแล้ว) และพาณิชย์ (ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาปากท้อง กลุ่มการค้าปลีกคาดว่าจะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากขึ้น)

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนได้เพิ่มความระมัดระวังในการประเมินโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนมากเป็นพิเศษ ในช่วงผันผวนระยะสั้น และยังคงกลยุทธ์ในการเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มของกิจการที่ดี มีระดับราคาเหมาะสม โดยผ่านการวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณรวมถึงการติดตามการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม พาณิชย์ ขณะที่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

กองทุนเปิดบัวหลวงทศพลหุ้นระยะยาว (B-TOPTENLTF)

ตั้งแต่จัตั้งกองทุน (มี.ค.-เม.ย.) ผลตอบแทนของกองทุนเปิดบัวหลวงทศพลหุ้นระยะยาว อยู่ที่ 2.14% และเกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) อยู่ที่ 3.38% และหากอ้างอิงสัดส่วนลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก กลุ่มอุตสาหกรรมที่บวกมากที่สุด ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค (กลุ่มพลังงานได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและกลุ่มสาธารณูปโภคได้รับอานิสงส์จาก แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยหรือ PDP ของกระทรวงพลังงาน ที่หนุนให้ผู้ประกอบการณ์สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น) และพาณิชย์ (ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาปากท้อง กลุ่มการค้าปลีกคาดว่าจะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากขึ้น)

ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนได้เพิ่มความระมัดระวังในการประเมินโอกาสและความเสี่ยงของการลงทุนมากเป็นพิเศษ ในช่วงผันผวนระยะสั้น และยังคงกลยุทธ์ในการเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มของกิจการที่ดี มีระดับราคาเหมาะสม โดยผ่านการวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณรวมถึงการติดตามการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆอย่างสม่ำเสมอ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในอุตสาหกรรม พาณิชย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมหรือรายบริษัท จะขึ้นอยู่กับกรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ด้วย

ผลการดำเนินงานและความผันผวนของผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 เม.ย. 2019