BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.0% สูงสุดในรอบ 31 ปี รับมือเงินเฟ้อจากน้ำมันพุ่ง-เยนอ่อนค่า

BOJ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.0% สูงสุดในรอบ 31 ปี รับมือเงินเฟ้อจากน้ำมันพุ่ง-เยนอ่อนค่า

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.0% สูงสุดในรอบ 31 ปี เพื่อรับมือความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลพวงจากราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการอ่อนค่าของเงินเยน

ที่ประชุมลงมติด้วยคะแนน 7 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.75% โดยระบุถึงความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ 2% ขณะที่ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอย่างรุนแรงนั้นลดลงแล้ว โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดไปเมื่อเดือนธ.ค. 2025

ทั้งนี้ โทอิจิโร อาซาดะ เป็นกรรมการเพียงรายเดียวที่ลงมติคัดค้าน โดยระบุว่า ความเสี่ยงที่ภาคการผลิตจะชะลอตัวยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากอยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาภาวะถุงน้ำในตับติดเชื้อ

ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังประกาศชะลอจังหวะการปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลตั้งแต่เดือนเม.ย. 2027 เป็นต้นไป โดยยังคงทยอยลดปริมาณการซื้อในอัตราปัจจุบันที่ไตรมาสละ 200,000 ล้านเยนไปจนถึงเดือนมี.ค. 2027 ท่ามกลางการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว โดยวงเงินซื้อพันธบัตรรายเดือนจะลดลงเหลือประมาณ 2.1 ล้านล้านเยนในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. ตามแผนที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ตัดสินใจทยอยลดการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลรายเดือน เมื่อเดือนก.ค. 2024 ตามแผนการปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ หลังใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษมานานกว่าทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลาง ระบุว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจกลับมาเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรได้

แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวจากต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันการลงทุนและการใช้จ่ายภาคเอกชน แต่ธนาคารกลางมองว่า จำเป็นต้องตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น หลังการโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นในเวลาต่อมา

ขณะที่ การอ่อนค่าของเงินเยนยังเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อต้นทุนการนำเข้าของญี่ปุ่น ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรจากต่างประเทศ โดยเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐหลายครั้ง แม้ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. ถึงต้นเดือนพ.ค. เพื่อชะลอการอ่อนค่าก็ตาม

ด้านนักวิเคราะห์ ระบุว่า แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยุติลง หลังบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม แต่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจยังไม่กลับสู่ภาวะปกติในทันที ส่งผลให้ต้นทุนด้านการขนส่ง วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังคงอยู่ในระดับสูง

ที่มา: Kyodo News, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย