ต่างชาติมองบวกหุ้นไทย-แนะลงทุนต่อ หลังปีนี้ SET Index พุ่งนำอาเซียน

ต่างชาติมองบวกหุ้นไทย-แนะลงทุนต่อ หลังปีนี้ SET Index พุ่งนำอาเซียน

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณบวก และได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก หลังดัชนี SET พุ่งขึ้น 30% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) พลิกจากตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำสุดในเอเชียเมื่อปี 2025 สู่ตลาดที่ทำผลงานดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ขณะเดียวกัน JPMorgan Asset Management แนะนำให้นักลงทุนยังคงลงทุนในประเทศไทย ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดของ Bank of America พบว่า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเริ่มลดมุมมองเชิง “Underweight” ต่อตลาดหุ้นไทยลง

ไท่ ฮุย หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดเอเชียแปซิฟิกของ JPMorgan Asset Management ในฮ่องกง กล่าวว่า “ผมยังแนะนำให้นักลงทุนลงทุนในประเทศไทยต่อไป ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนไปสู่สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น”

บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กรายงานว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอาจช่วยเพิ่มความมั่นใจให้รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกมากขึ้น เพื่อยกระดับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

มุมมองเชิงบวกนี้ยังทำให้นักกลยุทธ์เริ่มปรับมุมมองใหม่ต่อสินทรัพย์ไทย โดยมองว่า การที่ไทยมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ของโลก รวมถึงการฟื้นตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติม

ปีนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ และเข้าซื้อพันธบัตรไทยอีก 1,260 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยต่ำกว่า 3%

AI หนุนความน่าสนใจสินทรัพย์ไทย

อีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ไทยคือ การส่งออกที่ดีกว่าคาด และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและธนาคารกลางในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความชัดเจนมากขึ้น

ประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายเงินลงทุนออกจากอินโดนีเซีย โดยปีนี้นักลงทุนทั่วโลกขายหุ้นอินโดนีเซียสุทธิราว 4,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ฮิโรโนริ อากิซาวะ ผู้จัดการกองทุนของ Tokio Marine Asset Management กล่าวว่า “การเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ. ทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่า ไทยจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในระยะนี้ และทำให้ไทยเป็นตลาดที่ได้อานิสงส์จากเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์”

อย่างไรก็ตาม ไท่ ฮุย จาก JPMorgan Asset Management กล่าวว่า หากตลาดหุ้นไทยต้องการรักษาผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดเพื่อนบ้าน บริษัทจดทะเบียนจำเป็นต้องมีการเติบโตของผลกำไรที่แท้จริง

ทั้งนี้ ประมาณการกำไรต่อหุ้นของดัชนี SET เพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่นายอนุทินชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ประมาณการกำไรของดัชนี MSCI ASEAN ลดลง 1.9%

ตลาดหุ้นคึกคัก แต่เศรษฐกิจยังไม่หวือหวา

แม้ตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเติบโตช้า แนวโน้มการท่องเที่ยวที่ไม่แน่นอน และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง

ซิน-เหยา อึ้ง ผู้จัดการกองทุนของ Aberdeen กล่าวว่า “เรายังไม่ได้มองบวกมากเกินไป แม้บางภาคส่วนจะเติบโต แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงระยะยาวยังไม่ได้โดดเด่นมากนัก”

การปรับขึ้นของดัชนี SET ในปีนี้ ส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากราคาหุ้น Delta Electronics ที่พุ่งขึ้นถึง 76% โดยมีสัดส่วนเกือบ 20% ของดัชนีตลาดหุ้นไทย โดยปัจจุบัน ราคาหุ้นซื้อขายที่ระดับมากกว่า 100 เท่าของ คาดการณ์กำไรช่วง 12 เดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่า บริษัทเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน AI

จื้อข่าย เฉิน หัวหน้าฝ่ายหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกของ BNP Paribas กล่าวว่า “เราให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของไทยมากกว่าตลาดโดยรวม เนื่องจากมีบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มนี้ไม่มาก ทำให้มีความโดดเด่น ขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”

ที่มา: Bloomberg, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย