สหรัฐฯ เปิดสงครามเศรษฐกิจ-ขู่คว่ำบาตรประเทศหนุนอิหร่าน จีนเสี่ยงตกเป็นเป้า ฐานนำเข้าน้ำมันรายใหญ่

สหรัฐฯ เปิดสงครามเศรษฐกิจ-ขู่คว่ำบาตรประเทศหนุนอิหร่าน จีนเสี่ยงตกเป็นเป้า ฐานนำเข้าน้ำมันรายใหญ่

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นว่า จะใช้มาตรการโจมตีทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการที่เรียกว่า “Operation Economic Outcast” ด้านนักวิเคราะห์เตือนความเสี่ยงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก หากสหรัฐฯ เดินหน้ากดดันจีน ซึ่งเป็นทั้งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ โดยความเสี่ยงและผลกระทบดังกล่าวจะปรากฏก็ต่อเมื่อรัฐมนตรีคลังเดินหน้าตามคำขู่ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการไปถึงขั้นนั้นหรือไม่ โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งซื้อน้ำมันจากอิหร่านประมาณ 90% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนสหรัฐฯ เองนั้นยังต้องประคับประคองข้อตกลงพักรบทางการค้ากับจีน

จากสนามรบ สู่สมรภูมิเศรษฐกิจ

เบสเซนต์ ระบุว่า มาตรการครั้งนี้จะพุ่งเป้าไปที่เครือข่ายทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก โดยมีเป้าหมายทั้งหน่วยงาน บุคคล และเรือหลายสิบรายการ ขณะที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามยุติสงครามในตะวันออกกลาง ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดลงและกระแสการต่อต้านในสหรัฐฯ

สาระสำคัญของการแถลงข่าวครั้งนี้ คือ การที่สหรัฐฯ ขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ (Secondary sanction) ต่อบริษัทและประเทศที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด และทำหน้าที่เป็นช่องทางสำคัญที่เชื่อมอิหร่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก

นั่นหมายความว่า หากสหรัฐฯ ต้องการตัดแหล่งรายได้ที่เหลืออยู่ของรัฐบาลอิหร่านอย่างจริงจัง ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ดำเนินการกับบริษัทจีน เพราะก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิกับทุกประเทศหรือบริษัทที่ซื้อน้ำมันอิหร่าน แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยทำเช่นนั้น

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแนวทางจากการขู่ยกระดับปฏิบัติการทางทหาร ไปสู่การใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมจีนในแผน ก็ยากที่จะสร้างผลกระทบที่รุนแรงต่ออิหร่าน ในทางกลับกัน การมุ่งเป้าไปยังบริษัทจีนอาจนำไปสู่การตอบโต้ และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเข้าสู่จุดเปราะบาง ก่อนที่ทรัมป์และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง มีกำหนดพบกันในเดือนก.ย.

หวั่นรอยร้าวสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ก่อน “ทรัมป์-สี” พบกัน

รมว.คลังสหรัฐฯ ตอบคำถามที่ว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจรอบใหม่กับจีนหรือไม่ โดยระบุว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือขอบเขตของมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ” ก่อนจะเสริมว่า ตนเองนั้นต้องการใช้การทูตแบบเงียบมากกว่า และจะไม่เปิดเผยว่ามีฝ่ายใดบ้างที่อาจตกเป็นเป้าหมาย

ด้านนักวิเคราะห์ นำโดย เครก ซิงเกิลตัน จาก Foundation for Defense of Democracies มองว่า “เบสเซนต์เลี่ยงตอบคำถามเกี่ยวกับจีน ในเชิงยุทธวิธี นี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผลก่อนการประชุมสุดยอดเดือนหน้า แต่ในเชิงยุทธศาสตร์นั้น เสี่ยงที่จะทำให้จีนยิ่งมองว่า สหรัฐฯ ลังเลในการสร้างแรงกดดันอย่างจริงจังต่อผู้เล่นรายใหญ่ของจีน”

ด้านหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า “มาตรการคว่ำบาตรและยุทธวิธีกดดันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา มีแต่จะนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด”

จีนยืนกรานมาโดยตลอดว่า มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ นั้นเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย แม้ว่าภาคธุรกิจของรัฐบาลจีนส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามข้อจำกัดดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและรักษาการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจีนก็เปิดทางให้โรงกลั่นเอกชนขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” (Teapot refiner) ใช้ช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร เพื่อนำเข้าและกลั่นน้ำมันดิบจากอิหร่าน

ย้อนไปเมื่อเดือนพ.ค. จีนสั่งให้หน่วยงานในประเทศไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อโรงกลั่น 5 แห่ง ขณะที่ ธนาคารรายใหญ่ของจีนต้องเผชิญแรงกดดันระหว่างคำสั่งจากรัฐบาลปักกิ่งกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ

ไมเคิล โซโบลิค นักวิจัยอาวุโสจาก Hudson Institute กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการที่มีนัยสำคัญกับจีน เช่น การพุ่งเป้าไปยังธนาคารจีน ปักกิ่งจะไม่เพียงมองว่า เป็นการบั่นทอนเสถียรภาพและเป็นการกระทำที่ดูหมิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงพักรบทางการค้าที่ทรัมป์และสี จิ้นผิงเคยตกลงกันไว้

การดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้จีนตอบโต้ในรูปแบบที่สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสหรัฐฯ รวมถึงการเพิ่มข้อจำกัดการส่งออกแร่สำคัญที่มีความจำเป็นต่อภาคการผลิตทั่วโลก หรือจำกัดการส่งออกยาสำคัญไปยังสหรัฐฯ

เปิดช่องให้ตัดสัมพันธ์กับอิหร่านก่อน เลี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน เบสเซนต์เองยอมรับถึงความเสี่ยงจากมาตรการที่รุนแรงเกินไป โดยระบุเป็นนัยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ยุติความสัมพันธ์กับอิหร่านก่อนที่จะบังคับใช้บทลงโทษ ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก

ผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก ซึ่งบอบช้ำอยู่แล้วหลังสงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนก.พ. โดยทำให้การจัดหาพลังงานและการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก ทั้งยังทำให้ต้นทุนการขนส่ง ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตอื่นๆ เพิ่มขึ้น นำไปสู่แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกที่เร่งตัวขึ้น

ผลพวงคว่ำบาตรอาจขยายสงครามสู่ประเทศอื่น

วาลี นาสร์ ศาสตราจารย์จาก Johns Hopkins School of Advanced International Studies และอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ ระบุว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิต่อประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะขยายขอบเขตความขัดแย้งอย่างมาก และไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกับจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอินเดีย ตุรกี และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

“สหรัฐฯ กำลังขยายวงของสงครามในอ่าวเปอร์เซียให้กลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้นไปอีกระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นทั่วโลก”

บทเรียนจากรัสเซียชี้ คว่ำบาตรไม่ช่วยหยุดสงคราม

รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกันหลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 โดยร่วมกับพันธมิตรกว่า 30 ประเทศเพื่ออายัดทรัพย์สินของรัสเซีย ตัดธนาคารรัสเซียออกจากระบบการเงินโลก และจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของกรุงมอสโก

มาตรการดังกล่าวสร้างต้นทุนให้รัสเซียก็จริง แต่ไม่สามารถทำลายเศรษฐกิจรัสเซียได้ เนื่องจากรัสเซียปรับตัวด้วยการหันไปเพิ่มการค้ากับประเทศต่าง ๆ รวมถึงจีนและอินเดีย ขณะที่ผลกระทบจากสงครามในวงกว้างทำให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อประเทศกำลังพัฒนา

ที่มา: Bloomberg, สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย