กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย  B-HY (UH) AI และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย  B-HY (H75) AI

กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย B-HY (UH) AI และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย B-HY (H75) AI

HIGHLIGHT ผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวติดลบ ยกเว้นส่วนของตราสารหนี้กลุ่ม High Yield ที่ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวก ปัจจัยพื้นฐานของตราสารหนี้กลุ่ม High Yield โดยรวมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตราผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ US High Yield ปรับตัวไปในทิศทางที่มีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น ด้วยผลจากการที่สหรัฐฯ กลับมาเปิดเมืองและภาคธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินการเฉกเช่นปกติ รวมถึงสภาวะทางการเงิน (Financial Condition) ที่ผ่อนคลายและต้นทุนทางการเงินที่ต่ำทำให้ผู้ออกตราสารสามารถระดมเงินกู้ได้โดยง่าย กองทุนฯ มีกลยุทธ์ที่จะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือระยะสั้น โดยมีอายุตราสารเฉลี่ย  2.3 ปี (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่ 3.5 ปี) ด้วยมีความผันผวนไม่สูงมากนักและมีระดับมูลค่าที่น่าลงทุน ประเด็นสำคัญของตลาดตราสารหนี้นับตั้งแต่ช่วงต้นปี ได้แก่ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเปลี่ยนแปลงจากปลายปี 2563 ที่ประมาณ 0.9% มาสู่ระดับสูงกว่า 1.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) ทั้งจากเหตุผลเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การดำเนินมาตรการกระตุ้นด้านการคลังขนาดใหญ่ และการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ […]

กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (H75) AI) และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (UH) AI)

กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (H75) AI) และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (UH) AI)

Highlight ประจำไตรมาส 4Q2020 ผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ยูเอสไฮยิลด์จะสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 5.0-7.0% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับระยะเวลาการลงทุนในอีก 12 เดือนข้างหน้า ตราสารหนี้ยูเอสไฮยิลด์จะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลในกรอบระยะเวลา 3-5 ปีถัดจากนี้ เพราะหุ้นสหรัฐฯมีระดับมูลค่าสูง ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลก็ให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ สรุปภาวะตลาดและมุมมองตราสารหนี้ยูเอสไฮยิลด์ในอนาคตอีก 12 เดือนข้างหน้า ถ้าดูปีนี้ทั้งปี เฉพาะเดือน ส.ค. 2020 จะเป็นเดือนที่มีปริมาณตราสารหนี้ออกใหม่ออกมามากอย่างที่ผู้จัดการกองทุนหลักไม่เคยพบเจอมาก่อน ทั้งที่โดยปกติจะเป็นเดือนที่ตรงกับ summer holiday ของทางฝั่งประเทศสหรัฐฯ ผนวกกับแรงซื้ออย่างล้นหลามจากผู้ซื้อตราสารหนี้ในตลาดแรก ทำให้เป็นโอกาสที่ดีกับธุรกิจที่ต้องการออกตราสารหนี้มารีไฟแนนซ์หนี้เดิม เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับกิจการของตนเอง เป็นเรื่องแปลกของตลาดตราสารหนี้ไฮยิลด์สหรัฐฯ ภายใต้ภาวะที่เรียกว่า Technical negative ที่เห็น ตราสารหนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ถูกปรับลดอัตราความน่าเชื่อถือลงสู่ระดับต่ำกว่าระดับน่าลงทุน (Fallen angel) มูลค่ากว่า 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นักลงทุนนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนกลับไปซื้อตราสารหนี้ยูเอสไฮยิดล์อีกครั้งหนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้ามาแทรงแทรงตลาดด้วยการซื้อตราสารหนี้ ทั้งกลุ่มที่เพิ่งได้รับการปรับอันดับความน่าเชื่อถือเข้าสู่กลุ่มต่ำกว่าระดับลงทุน (Fallen angels) และอีทีเอฟ (HY ETFs) […]

กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (H75) AI) และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (UH) AI)

กองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (เฮดจ์ 75) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (H75) AI) และกองทุนเปิดบัวหลวงไฮยิลด์ (อันเฮดจ์) ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (B-HY (UH) AI)

 Highlight: กองทุนหลักมีมุมมองต่อผลตอบแทนในเชิงเปรียบเทียบสำหรับระยะเวลา 12 เดือนถัดจากนี้ว่า ยูเอสไฮยิดล์มีความน่าสนใจกว่าเนื่องจากหุ้นสหรัฐฯ ที่มีระดับมูลค่าที่สูง ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีผลตอบแทนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ Search for yield ยังดำเนินต่อไป เห็นได้จากปริมาณตราสารหนี้ออกใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ที่สูงถึง 75% ของปริมาณตราสารหนี้ออกใหม่ในปีที่แล้ว แต่กลับได้รับความนิยม โดยมียอดจองซื้อที่สูงกว่ายอดเสนอขายประมาณ 2-3 เท่า ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ในสหรัฐฯ ยังไม่คลี่คลาย คาดการณ์ผลตอบแทนรวมสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ยูเอสไฮยิลด์จากนี้ถึงสิ้นปีในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สำหรับกรณี Base case อยู่ในช่วง 6.00%-9.00% กองทุนหลักคาดการณ์อัตราการผิดนัดชำระหนี้ (Default rate) ในอีก 12 เดือนข้างหน้า จะอยู่ในช่วง 5.00%-8.00% จากระดับที่ตลาดมองไว้ที่ 5.00% ณ ปัจจุบัน หากสหรัฐฯต้องกับการล็อคดาวน์อีกครั้ง (เผชิญกับ Second wave) กองทุนหลักได้ทำการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress test) […]