เศรษฐกิจแย่กว่าที่คาด ‘ญี่ปุ่น’ ปรับลด GDP ไตรมาสแรก ‘หดตัว 2.9%’
เศรษฐกิจญี่ปุ่นแย่กว่าที่คาด รัฐบาลปรับลด GDP ไตรมาสแรก เป็นหดตัว 2.9% จากเดิมแค่ลบ 1.8% กดดันธนาคารกลางเรื่องทบทวนนโยบายขึ้นดอกเบี้ย สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ปรับลดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกใหม่ โดยระบุว่า ตัวเลข GDP ญี่ปุ่นที่แท้จริง (ไม่รวมผลการเปลี่ยนแปลงของราคาเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเข้ามา) หดตัวลง 2.9% ต่อปีในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งรุนแรงกว่าที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.8% จนทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เปราะบางนี้เลือนรางลง นักวิเคราะห์มองว่า การปรับลดตัวเลข GDP ลงนี้ มีแนวโน้มส่งผลต่อการปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในรายงานประจำไตรมาสที่จะออกปลายเดือนนี้ และอาจส่งผลต่อกำหนดเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปของธนาคารกลางอีกด้วย นอกจากนี้ ข้อมูล GDP ที่แท้จริงสำหรับช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 ยังได้รับการปรับลดลงเหลือการเติบโตแบบรายปี 0.1% เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 0.4% ที่รายงานก่อนหน้านี้ ขณะที่ ข้อมูลสำหรับช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ได้รับการปรับลดลงเหลือการหดตัวแบบรายปี 4.0% จากการลดลง 3.7% […]
อินเดียจ่อดูดเงินทุนได้หลายพันล้านดอลล์ หลังเจพีมอร์แกนรวมบอนด์ในดัชนี เริ่มวันนี้
อินเดียจะดึงดูดเงินทุนได้หลายพันล้านดอลลาร์ เมื่อเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค รวมพันธบัตรรัฐบาลของอินเดียในดัชนีตลาดเกิดใหม่ในวันนี้ (28 มิ.ย.) ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดมูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับนักลงทุนจำนวนมากขึ้น กองทุนทั่วโลกได้ทุ่มเงินทุนไปแล้วเกือบ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในพันธบัตรที่จะเข้ารวมในดัชนีดังกล่าวนับตั้งแต่เจพีมอร์แกนประกาศเมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว โดยเจพีมอร์แกนคาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้าอีก 2-2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในอีก 10 เดือนข้างหน้า ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะเพิ่มการถือครองพันธบัตรอินเดียเป็น 4.4% จาก 2.5% ในปัจจุบัน ข้อมูลจากบลูมเบิร์กบ่งชี้ว่า ตราสารหนี้ของอินเดียกลายเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากอินเดียมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีค่าเงินที่มีเสถียรภาพ โดยเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้เอกชนของอินเดียต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งเคยเกิดขึ้นครั้งหลังสุดเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลอินเดียเป็นตราสารหนี้ของเอเชียที่ปรับตัวได้ดีที่สุดในปีนี้ โดยให้ผลตอบแทนถึง 5.3% เทียบกับพันธบัตรสกุลเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่ให้ผลตอบแทน 1.3% ที่มา: บลูมเบิร์ก
เยนอ่อนค่าหนักสุดในรอบ 38 ปีที่ 1 ดอลล์ต่อ 160 เยน คาด BOJ เข้าแทรกแซงเร็วๆ นี้
อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนเคลื่อนไหวในตลาดเอเชียที่ 160.45 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ช่วงเช้าวันนี้ (27 มิ.ย.) เป็นการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจาก 160.88 เยนต่อดอลลาร์ เมื่อคืนวันพุธ (26 มิ.ย.) ซึ่งถือเป็นระดับที่เงินเยนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 38 ปี รายงานข่าว ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2567 มานี้ เงินเยนอ่อนค่า ลงมาแล้วถึง 12% เมื่อเทียบกับ เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการที่เยนหลุดแนวรับที่ 160 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ตลาดคาดว่า รัฐบาลญี่ปุ่น จะแทรกแซงด้วยการเข้าซื้อเยน หลังจากที่เคยใช้เงิน 9.8 ล้านล้านเยน หรือราว 2.26 ล้านล้านบาท แทรกแซงเมื่อปลายเดือนเมษายนและต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ ในช่วงที่เงินเยนออนค่าที่สุดในรอบ 34 ปีที่ 160.245 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ครั้งนั้นถือเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 นายโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงในวันนี้ว่า รัฐบาลจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมกับความเคลื่อนไหวด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่มากเกินไป แต่ยังสามารถระบุชัดว่า รัฐบาลจะเข้าแทรกแชงตลาดหรือไม่ ขณะที่ นายชุนอิจิ ซูซูกิ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้โดยระบุว่า […]
‘สิงคโปร์’ No.1 เมืองใช้จ่ายแบบลักชัวรีที่แพงที่สุดในโลก
“สิงคโปร์” ยังคงครองแชมป์ “เมืองที่แพงที่สุดในโลก” สำหรับการใช้จ่ายสินค้าลักชัวรี เนื่องจากยังคงดึงดูดมหาเศรษฐีระดับ Ultrawealthy ได้ ทั้งยังมีความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก อ้างอิงรายงานจากจูเลียส แบร์ กรุ๊ป (Julius Baer Group Ltd) กลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์กิ้งชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันอังคาร (25 มิ.ย.) เผยว่า “สิงคโปร์” ยังคงครองแชมป์ “เมืองที่แพงที่สุดในโลก” สำหรับการใช้จ่ายสินค้าลักชัวรี เช่น เครื่องประดับ เพชรพลอยและรองเท้า รวมถึงการบริการต่างๆ ทั้งดินเนอร์หรู บริการด้านสุขภาพ และการศึกษา เนื่องจากเมืองยังคงสามารถดึงดูดมหาเศรษฐีระดับ Ultrawealthy ได้ เพราะการเมืองและเศรษฐกิจของสิงคโปร์มีเสถียรภาพ และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ ขณะที่ เมืองคู่แข่ง อย่างฮ่องกง ครองอันดับที่ 2 ในปีนี้ ร่วงลงมา 1 อันดับจากปีก่อน โดยฮ่องกงถือเป็นเมืองที่แพงที่สุดในแง่ของการว่าจ้างทนายความ และเป็นเมืองอันดับที่ 2 ที่อสังหาริมทรัพย์แพงที่สุด […]
นักเศรษฐศาสตร์ ห่วงกำลังซื้อซึม ลามกระทบบิ๊กคอร์ป ที่ดับเศรษฐกิจฟื้น
“นักเศรษฐศาสตร์” ชี้จุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง จากกำลังซื้อซึมยาว การใช้จ่ายภาครัฐกระจุกตัว “ซีไอเอ็มบีไทย” ห่วงกำลังซื้อระดับล่าง-กลางอ่อนแอ ลามกระทบธุรกิจขนาดใหญ่พัง “อีไอซี” มองความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมาจากต่างประเทศมากสุด เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 กำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการฟื้นตัว ซึ่งมีทั้งปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นที่มีผลต่อกำลังซื้อและการลงทุน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงระยะยาวที่มีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า จุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ มองว่ามี 4 ความเสี่ยงที่สำคัญ คื 1.กำลังซื้อระดับกลาง-ล่างเริ่มซึม สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เริ่มส่งสัญญาณแผ่วลง ตัวเลขค้าปลีกเริ่มเห็นสัญญาณซึมยาว เหล่านี้ฟื้นตัวช้ากว่าคาดไว้ ดังนั้น สิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีแค่กำลังซื้อระดับกลางบนถึงบน และเริ่มเห็นแก๊ปหรือส่วนต่างรายกว้างขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่น่าห่วงระยะถัดไปคือ ปัจจุบันเริ่มเห็น “เอสเอ็มอี” มีปัญหา แต่สิ่งที่ห่วงต่อไปจะเริ่มฉุดธุรกิจขนาดใหญ่หากปล่อยให้ปัญหาซึมต่อไปจะลามจากระดับล่างขึ้นมากลาง และสุดท้ายลามสู่ธุรกิจใหญ่ที่เริ่มเห็นลูกค้าน้อยลง 2. การใช้จ่ายภาครัฐกระจุกช่วงปลายปี ขณะที่ ช่วงโลว์ซีซั่น (มิ.ย.-ก.ย.) ขาดเงินที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ดังนั้น ไม่มั่นใจว่าจะช่วยประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดกว่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะห่วงการหมุนเงินของคนระดับล่างที่มีปัญหาต่อเนื่อง 3.ภาคต่างประเทศมีทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจกระทบการฟื้นตัวภาคส่งออกไทย […]
‘โกลบอลไทม์ส’ เผยจีนอยากให้อียูยกเลิกภาษีรถ EV ก่อน 4 ก.ค.นี้
หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส สื่อของรัฐบาลจีน รายงานเมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ว่า จีนต้องการให้สหภาพยุโรป (อียู) ยกเลิกภาษีเบื้องต้นที่เรียกเก็บกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าจากจีนภายในวันที่ 4 ก.ค.นี้ โดยการเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงที่จะจัดการเจรจาการค้ารอบใหม่ สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า อัตราภาษีนำเข้าชั่วคราวของอียูที่สูงถึง 38.1% สำหรับรถ EV ที่นำเข้าจากจีน จะเริ่มบังคับใช้ภายในวันที่ 4 ก.ค.นี้ ขณะที่ อียูกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า บริษัทผู้ผลิตรถ EV ของจีนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีนมากเกินไปและไม่เป็นธรรมหรือไม่ จีนได้เรียกร้องให้อียูยกเลิกการจัดเก็บภาษีดังกล่าวหลายครั้งแล้ว พร้อมกับแสดงความเต็มใจที่จะเจรจา โดยรัฐบาลจีนไม่ต้องการให้เกิดสงครามกำแพงภาษีขึ้นอีก เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับสินค้าจีนในสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่จีนก็ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องบริษัทจีน หากเกิดสงครามกำแพงภาษีขึ้นจริง อนึ่ง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเริ่มเจรจาเรื่องภาษี หลังจากที่นายวัลดิส ดอมบรอฟสกีส์ รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) หารือทางโทรศัพท์กับนายหวัง เหวินเทา รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (22 […]
ประธานก.ล.ต.สหรัฐฯ จี้ตลาดหุ้นอังกฤษเคาะวันเปลี่ยนระบบชำระราคาเป็น T+1
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า นายแกรี เกนสเลอร์ ประธานก.ล.ต.สหรัฐฯ เรียกร้องให้อังกฤษปรับรอบวันชำระราคา-ส่งมอบหลักทรัพย์ มาเป็นระบบ T+1 เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินการไปเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ อังกฤษเคยออกมาระบุว่า ตลาดหุ้นอังกฤษอาจลดเวลาในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ลงภายในปี 2570 เป็นอย่างช้าที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในฝั่งสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประธานก.ล.ต.สหรัฐฯ กล่าวในงานซึ่งจัดโดยสมาคม UK Finance ที่กรุงลอนดอนว่า การเปลี่ยนไปเป็นระบบ T+1 ของสหรัฐฯ ทำให้การวางหลักประกันของลูกค้า (Margin) กับสำนักหักบัญชีลดลง 25-30% ซึ่งคิดเป็นวงเงินประมาณ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสองวันแรก เกนสเลอร์ ยังกล่าวว่า อัตราการปรับรอบวันชำระราคาไม่สำเร็จก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้แต่อย่างใด ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น “ผมไม่กลัวที่จะบอกว่า สิ่งสำคัญ คือ การกำหนดวันและปฏิบัติตามนั้น เราจะยังมีข้อถกเถียงมากมาย จนกว่าคุณจะทำตามนั้น หากอังกฤษใช้กรอบเวลาเดียวกันในส่วนของแผนงานต่างๆ และการนำไปปฏิบัติเช่นเดียวกับสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงก็น่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางปี 2569 ด้านชาร์ลี เกฟเฟน ซึ่งเป็นหัวหน้าในการจัดทำรายงานของรัฐบาลเกี่ยวกับการย้ายไปเป็นระบบ T+1 ของอังกฤษ กล่าวว่า […]
ผลสำรวจชี้บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องขึ้นกำแพงภาษีสินค้าจีนตามสหรัฐฯ
ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่เผยแพร่ในวันนี้ (20 มิ.ย.) พบว่า บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนตามสหรัฐฯ โดยระบุว่ากำลังการผลิตที่มากเกินไปในภาคอุตสาหกรรมของจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขา เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนหลายรายการ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยวิจารณ์รัฐบาลจีนว่า ให้เงินอุดหนุนมากเกินไป และมีนโยบายที่ทำให้สินค้าราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดโลก ในทำนองเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ก็ยังได้เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถ EV จีนเป็นจำนวนมาก และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก G7 ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการที่จีนใช้ “แนวทางการปฏิบัติอย่างไม่สอดคล้องกับระบบตลาด” (non-market practices) แต่ 61% ของผู้ตอบแบบสำรวจที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 5-14 มิ.ย. กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการแบบเดียวกันนี้ และประมาณ 53% กล่าวว่า กำลังการผลิตที่มากเกินไปของจีนมีผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขาเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย “มันอาจนำไปสู่การยกระดับมาตรการและการตอบโต้กันไปมา และสภาพเศรษฐกิจจะแย่ลง” ผู้จัดการบริษัทเคมีรายหนึ่งเขียนไว้ในส่วนความคิดเห็นของแบบสำรวจ อนึ่ง แบบสำรวจบริษัท 492 แห่งนี้ จัดทำโดยนิกเกอิ […]
ผู้ว่า ธปท.ย้ำดิจิทัลวอลเล็ต ควรแจกเงินเฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 15 ล้านคน
ผู้ว่า ธปท.ย้ำ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ควรแจกเงินเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นอุปสงค์โดยรวม เชื่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยกลับมาสู่ศักยภาพที่ 3% แม้ไม่มีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต วันที่ 19 มิถุนายน 2567 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์กในวันที่ 18 มิ.ย.2567 ว่า ธปท.ยังคงยืนกรานคัดค้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต มูลค่า 5 แสนล้านบาท ในการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับประชาชนกว่า 50 ล้านคน พร้อมระบุถึงสิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ การให้ความสำคัญกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากกว่า นายเศรษฐพุฒิ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า การบริโภคภาคเอกชนมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวประมาณ 4% ในปี 2567 หลังจากปี 2566 เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7% จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นอุปสงค์โดยรวม สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะแจกเงินให้กับประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป […]
‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ ปรับเพิ่มเป้า GDP อินเดียปี 68/69 เป็น 7.2%
บริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (GEO) รายไตรมาสที่เผยแพร่ในวันนี้ (18 มิ.ย.) โดยคาดว่า เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 7.2% ในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และคาดว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 0.25% ในช่วงเวลาดังกล่าว สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ฟิทช์ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2567 เป็น 2.6% จาก 2.4% ก่อนหน้านี้ เนื่องจากความเชื่อมั่นในแนวโน้มการฟื้นตัวของยุโรปดีขึ้น ภาคการส่งออกของจีนฟื้นตัว และอุปสงค์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) ก็มีแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งขึ้น “เรายังคงคาดการณ์ว่า RBI จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แต่ลดแค่ครั้งเดียวลงเหลือ 6.25% ซึ่งก่อนหน้านี้ในรายงาน GEO เดือนมี.ค. เราเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการปรับลด 0.50% ในปีนี้ จากนั้น เราคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลด 0.25% ทั้งในปี 2568 และ 2569” ฟิทช์ระบุ เป้าการเติบโตของอินเดียปรับขึ้น 0.2 […]










