กองทุนบัวหลวง มอบเงิน 1.2 แสนบาท สนับสนุนโครงการ Care the Wild ร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน จ.มหาสารคาม

กองทุนบัวหลวง มอบเงิน 1.2 แสนบาท สนับสนุนโครงการ Care the Wild ร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน จ.มหาสารคาม

ภารกิจลดโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ กลายเป็นวาระที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน    กองทุนบัวหลวงเองก็เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ล่าสุด กองทุนบัวหลวง มอบเงิน 1.2 แสนบาท สนับสนุนโครงการ Care the Wild “ปลูกป้อง Plant & Protect” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านหนองทิศสอน จ.มหาสารคาม ทั้งมุ่งหวังเพิ่มรายได้ให้ชุมชนเพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น อันเป็น Collaboration Platform ของภาคธุรกิจ ภาครัฐและภาคสังคม ด้วยการระดมทุนเพื่อสร้างพื้นที่ป่า สร้างสมดุลระบบนิเวศ ทำงานร่วมกับ “ธรรมชาติ” เพื่อให้การพัฒนาของมนุษย์ อยู่บนเส้นทางเดียวกับความสมดุลย์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แผนปฏิบัติงานของโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากทั้งองค์กรภาครัฐ ธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรเพื่อสังคมในการกำหนดพื้นที่ปลูกต้นไม้ ล่าสุด คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการ อันประกอบด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพัฒนาสังคมและด้านวิชาการ ผู้แทนด้านความยั่งยืนและวิจัยพัฒนาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ส่วนกลางและภูมิภาค พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ร่วมดำเนินการ เพื่อเตรียมการปลูกต้นไม้ในช่วงฤดูปลูก (เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2564)  รวม […]

รัฐบาลต้องร่วมมือภาคอสังหาฯ และนักลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์

รัฐบาลต้องร่วมมือภาคอสังหาฯ และนักลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์

เว็บไซต์สภาเศรษฐกิจโลก หรือ weforum.org รายงานว่า สิ่งปลูกสร้าง มีสัดส่วน 40% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอน ดังนั้นนักลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ นักพัฒนา และผู้ครอบครองอสังหาฯ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะมีส่วนในการไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ได้ หากจะต้องจัดการกับอาคารเก่า เครื่องจักรและวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วคงจะเป็นเกมที่มีราคาแพง รวมถึงการจูงใจให้ซัพพลายเออร์หลายพันรายในการใช้ทางเลือกที่มีราคาประหยัดลงมีผลกระทบต่ำ ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงกลุ่มเดียวในภาครัฐหรือภาคเอกชนที่มีความสามารถด้านทรัพยากรหรือความสามารถจัดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนดำเนินการได้สำเร็จโดยลำพัง ในการจัดการความท้าทายของการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนนั้น ระบบนิเวศของพันธมิตรจะต้องได้รับความร่วมมือระหว่างเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน และองค์กรผู้ครอบครอง รวมถึงรัฐบาลระดับชาติ ระดับเมือง สถาบันการศึกษา กลุ่มพนักงาน และองค์กรชุมชนด้วย เพื่อทำงานร่วมกันไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนร่วมกัน ทั้งนี้ ล่าสุด JLL เพิ่งทำผลสำรวจผู้ครองครองอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนกว่า 1,000 รายทั่วโลกเพื่อวัดระดับความมุ่งมั่นในระดับอุตสาหกรรมและเพื่อสำรวจอุปสรรคที่พวกเขาเผชิญในการเดินทางไปสู่การลดปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่ผลสำรวจพบว่า มีการสนับสนุนในวงกว้างขึ้นสำหรับการทำงานร่วมกัน โดยองค์กรจำนวนมากตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเอาไว้ แต่กลับพบว่า 80% ของผู้ตอบ เห็นด้วยว่า การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่างรัฐบาลเมือง ผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และนักลงทุน เป็นเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนวาระการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ สำหรับ 5 แนวทางที่รัฐบาลของเมืองและผู้นำจะร่วมมือเพื่อการลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ได้แก่ 1.มองว่าผู้ที่่อยู่ในภาคอสังหาฯ เป็นพันธมิตรในการเปลี่ยนเมืองระยะยาวไปสู่การลดปล่อยก๊าซคาร์บอน 2.สร้างสมดุลระหว่างการควบคุมและการสนับสนุน […]

52% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจาก 25 เมืองใหญ่

52% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจาก 25 เมืองใหญ่

เว็บไซต์สภาเศรษฐกิจโลก (weforum.org) รายงานว่า งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่โดย Frontiers ได้รวบรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 167 เมืองทั่วโลก พบว่า 25 เมืองใหญ่ ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก 52% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยเมืองในเอเชียปล่อยมลภาวะก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ขณะที่เมืองส่วนใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา ปี 2015 มี 170 ประเทศทั่วโลกร่วมทำข้กตกลงปารีส มีเป้าหมายจำกัดค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งตามข้อตกลงนี้ หลายประเทศและหลายเมืองเสนอเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่จากรายงานเกี่ยวกับช่องว่างการสร้างมลภาวะของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เมื่อปี 2020 พบว่า หากไม่ดำเนินการเข้มงวดเพื่อบรรเทาวิกฤติสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิโลกจะยังร้อนขึ้นได้มากกว่า 3 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 ขณะที่ ผลศึกษาของ Frontiers ชี้ว่า เมืองในยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ มีสัดส่วนการสร้างมลภาวะต่อหัวมากกว่าเมืองในพื้นที่กำลังพัฒนา โดยกลุ่มพลังงานและการขนส่งเป็น 2 แหล่งหลักที่ปล่อยมลพิษ ทั้งนี้ มี 113 […]

ทั่วโลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่เม็ดเงินฟื้นฟูอย่างยั่งยืนด้านพลังงานของโลกมีแค่ 2%

ทั่วโลกมุ่งแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ แต่เม็ดเงินฟื้นฟูอย่างยั่งยืนด้านพลังงานของโลกมีแค่ 2%

รายงานข่าวจาก CNBC ระบุว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของโลกจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีนี้และปีหน้า แม้ทั่วโลกจะมีความพยายามเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณเงินกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ใช้ไปกับพลังงานสะอาดก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น Fatih Birol ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ณ ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ รัฐบาลทั่วโลกได้จัดสรรเงินรวมประมาณ 3.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับมาตรการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2% ของการใช้จ่ายเพื่อการฟื้นฟู ในแถลงการณ์ของ IEA ได้ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำอีกมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ โดยมองว่าเงินจำนวนที่ระดมกำลังจากทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกสำหรับแผนฟื้นฟู ยังไม่เพียงพอกับความจำเป็นในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ เม็ดเงินจำนวนนี้ยังน้อย เห็นเด่นชัดว่าในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ยังขาดเม็ดเงินในส่วนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากหลายประเทศเผชิญกับความท้าทายทางการเงิน เขา ยังกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 ขึ้น รัฐบาลหลายแห่งต่างพูดถึงความสำคัญของการฟื้นฟูให้ดีขึ้นเพื่ออนาคตที่สะอาดขึ้น แต่หลายประเทศก็ยังไม่ได้เอาจริงเอาจังอย่างที่ปากของพวกเขาพูด

ยุโรปมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หนุนธุรกิจเทรดส่วนต่างผ่านตลาดคาร์บอนเครดิต

ยุโรปมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หนุนธุรกิจเทรดส่วนต่างผ่านตลาดคาร์บอนเครดิต

รายงานพิเศษของ CNBC ระบุว่า สหภาพยุโรปวางแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยแผนดังกล่าวอาจปฏิวัติหลายภาคส่วน ตั้งแต่การเดินทางทางอากาศไปจนถึงการขนส่ง กลุ่มสมาชิก 27 ประเทศได้ให้คำมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 จากระดับการปล่อยก๊าซปี 1990 Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในแถลงการณ์เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว เราต้องส่งต่อโลกที่ดีมีคุณภาพให้คนรุ่นต่อไป เช่นเดียวกับการสร้างงานที่ดีและการเติบโตที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงนโยบายหลักคือการสนับสนุนการซื้อขายผ่านตลาดคาร์บอนเครดิตในสหภาพยุโรป ภายใต้แผนดังกล่าว ภาคธุรกิจสามารกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ (Allowances) ซึ่งภาคธุรกิจสามารถซื้อขายส่วนต่างได้ เช่น หากปล่อยเกินเพดานที่กำหนดก็ต้องจ่ายค่าปล่อยก๊าซส่วนเกิน แต่หากกิจการนั้นๆ มีความพยายามลดปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ให้ต่ำกว่าโควตาที่ตนได้รับ ก็สามารถนำส่วนเหลือตรงนั้นไปขายได้  ซึ่งผู้ประกอบการเครื่องบินอยู่ภายในขีดจำกัดที่กำหนดนี้เช่นกัน นอกจากนี้ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปยังต้องการระบบการซื้อขายการปล่อยมลพิษใหม่สำหรับภาคการขนส่งทางถนนและอาคาร ภาคยานยนต์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากกฎใหม่ โดยคณะกรรมการเสนอให้ห้ามใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและเบนซินตามแผนในทางปฏิบัติตั้งภายในปี 2035 ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีบริการจุดชาร์จประจำบนทางหลวงสายหลักทุกๆ 60 กิโลเมตร สำหรับการชาร์จไฟฟ้า และทุกๆ 150 […]

ก้าวเริ่มต้นบนเส้นทางสู่ Net Zero Carbon Emission

ก้าวเริ่มต้นบนเส้นทางสู่ Net Zero Carbon Emission

โดย…เศรณี นาคธน กองทุนบัวหลวง โลกในปัจจุบันต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบไปยังทุกภาคส่วน ด้วยปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดย The Global Risk Report 2021 ที่จัดทำโดย World Economic Forum ระบุว่า ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจาก สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากการทำลายของน้ำมือมนุษย์และการจัดการด้านสภาพอากาศที่ล้มเหลว นับเป็นความเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้ประชาคมโลกต้องตระหนักถึงการรักษาสภาพแวดล้อม พยายามหาแหล่งพลังงานแบบใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อทดแทนแหล่งพลังงานฟอสซิล ความพยายามและความร่วมมือของประชาคมโลกที่ดูเป็นรูปธรรมที่สุด ได้แก่ ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมมากกว่า 55 ประเทศจะร่วมมือกันยับยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส หรือ 1.5 องศาเซลเซียส ถ้าเป็นไปได้ โดยครอบคลุมการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ การให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านการเงิน และลงทุนทางด้านดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า เส้นทางของการเข้าสู่ Net […]

ยุโรปร่างแผนเพิ่มความแข็งแกร่งในตลาดคาร์บอน

ยุโรปร่างแผนเพิ่มความแข็งแกร่งในตลาดคาร์บอน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สหภาพยุโรป (อียู) กำลังวางแผนทำให้ตลาดคาร์บอนมีความแข็งแกร่งขึ้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษให้รวดเร็วขึ้นและกำหนดต้นทุนของการสร้างมลพิษในธุรกิจใหม่ ระบบการซื้อขายการปล่อยมลพิษของสหภาพยุโรป (ETS) เป็นนโยบายภูมิอากาศส่วนกลางของกลุ่มอียู ซึ่งบังคับให้โรงงานไฟฟ้า โรงงานผลิต และสายการบินต้องดำเนินการซื้อใบอนุญาตเมื่อต้องปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในเดือนหน้าคณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้ปรับปรุงระบบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ Bloomberg ระบุว่า ในร่างข้อเสนอนั้นจะระบุว่า การขอใบอนุญาตในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน ETS จะต้องทำแบบตัดครั้งเดียว และจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใส่เข้าไปขออนุญาตในระบบ ETS ทุกปี จะต้องลดลงในอัตราที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตามไม่มีการระบุอัตราที่แน่ชัดไว้ โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรป ไม่ได้ตอบความเห็นเกี่ยวกับร่างข้อเสนอนี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างจากร่างที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ ร่างข้อเสนอนี้จะสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาด ETS ทำให้เกิดการสำรองที่มีเสถียรภาพซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมใบอนุญาตไว้เกินซึ่งอาจไปกดดันราคาคาร์บอนในอียูได้ ทั้งนี้ พบว่า มีการขอใบอนุญาตในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านตลาด EST เอาไว้มากกว่า 1,096 ล้านใบ โดยการสำรองใบอนุญาตนี้จะถูกดูดซับออกไป 24% ต่อปี จนถึงปี 2030 เมื่อมีใบอนุญาตหมุนเวียน 833-1,096 ล้านใบในระบบ การสำรองใบอนุญาตในระยะถัดไปก็จะลดลงเหลือต่ำกว่า 833 ล้านใบต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญหนุนใช้วิธีย่อยสลายทางชีวภาพเพื่อการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญหนุนใช้วิธีย่อยสลายทางชีวภาพเพื่อการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน

เว็บไซต์สภาเศรษฐกิจโลก (weforum.org) เผยแพร่บทความเรื่องอะไรคือการย่อยสลายทางชีวภาพ และการทำให้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีความยั่งยืนมากขึ้น โดยระบุว่า ทุกวันนี้มีรถยนต์กว่า 1,400 ล้านคันทั่วโลก ตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปี 2036 และถ้ารถยนต์ยังใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล จะพบผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้าย การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทดแทนจะช่วยลดมลพิษในอากาศได้ แต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้โลหะหลายอย่างในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งบางอย่างหาได้ยาก และการหามาก็อาจไปทำลายระบบนิเวศหรือคุกคามคนในท้องถิ่นด้วย ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ากำลังหาทางหาแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้อยู่ ส่วนผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะนำโลหะที่เคยใช้แล้วในแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ ใช้จุลินทรีย์ในการไปทำปฏิกิริยาออกซิไดซ์โลหะได้ ซึ่งจะทำให้ในอนาคตมีการหมุนเวียน นำกลับมาใช้ใหม่ได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดวงจรแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีอายุใช้งาน 8-10 ปี ปัจจุบันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนถูกนำมารีไซเคิลใช้ใหม่น้อยกว่า 5% ในสหภาพยุโรป แทนที่จะขุดหาโลหะใหม่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าทำไมไม่นำโลหะจากแบตเตอรี่ที่เคยใช้งานแล้วกลับมาใช้งานอีก โดยตลาดรีไซเคิลโลหะทั่วโลกคาดว่าจะโตจาก 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2020 เป็น 76,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 แต่ถ้าไม่มีวิธีรีไซเคิลที่ใช้พลังงานน้อยกว่านี้ อุตสาหกรรมนี้อาจทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมแย่ลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่า สามารถใช้วิธีการย่อยสลายทางชีวภาพกับโลหะจากขยะได้ โดยวิธีนี้ใช้มานับทศวรรษแล้ว เป็นการใช้ในวงกว้างในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งเรานำเทคนิคนี้มาใช้ในการทำความสะอาดและกู้คืนวัสดุจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ กลุ่มนักวิจัยด้านการย่อยสลายทางชีวภาพของมหาวิทยาลัย Coventry พบว่า โลหะทุกอย่างในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากู้คืนได้ด้วยการย่อยสลายทางชีวภาพด้วยแบคทีเรีย ซึ่งไม่ต้องใช้อุณหภูมิสูงหรือสารเคมีที่พิเศษ […]

เงินจำนวนมากเตรียมไหลเข้าการลงทุนที่ยั่งยืน

เงินจำนวนมากเตรียมไหลเข้าการลงทุนที่ยั่งยืน

Piyush Gupta หัวหน้าผู้บริหารกลุ่มธนาคาร DBS ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ กล่าวว่า การลงทุนที่ยั่งยืนสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ โดยขณะนี้มีเงินจำนวนมากกำลังไหลเข้าไปลงทุนในด้านนี้ ซึ่งเขาเปรียบเทียบเม็ดเงินที่กำลังไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดังกล่าวเหมือนสึนามิ หรือ “tsunami of money” ก็คือเหมือนมีคลื่นยักษ์สึนามิที่มุ่งเป้าไปที่การลงทุนใน ESG ซึ่งก็คือการลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล แม้ว่ามูลค่าพื้นฐานของสินทรัพย์จะไม่เพิ่มขึ้น แต่อุปสงค์และอุปทานยังคงอยู่ เขา กล่าวกับ Martin Soong ระหว่างการประชุมสุดยอด CNBC Evolve Global Summit เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำหรับการลงทุนอย่างยั่งยืนเป็นเพียงกระแส หรือเป็นกลยุทธ์ระยะยาว เขาแนะนำว่า ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีใด การลงทุน ESG มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการลงทุนอย่างยั่งยืนคือ บริษัทที่เน้น ESG มักจะเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้น หากคุณต้องสร้างตะกร้าหุ้น ESG คุณมักจะเลือกบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงในทุกกรณี และนั่นก็ไม่ใช่รูปแบบการลงทุนที่ไม่ดี

การติดตั้งแผงโซลาร์ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 46% ในไตรมาสแรก

การติดตั้งแผงโซลาร์ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 46% ในไตรมาสแรก

CNBC รายงานว่า การติดตั้งแผงโซลาร์ในสหรัฐฯ กำลังเติบโตทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมุมมองนี้อาจเผชิญความท้าทายของต้นทุนโครงการที่มีแนวโน้มสูงขึ้น หรืออาจมีการเร่งตัวอันเกิดจากการสนับสนุนใหม่ๆ ของฝ่ายบริหารประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ Wood Mackenzie บริษัทวิจัยพลังงานและสมาคมการค้าอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ร่วมกันออกรายงานล่าสุด ระบุว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ยอดการติดตั้งแผงโซลาร์ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 46% เป็นมากกว่า 5 กิกะวัตต์ และในสหรัฐฯ กำลังดำเนินการติดตั้งทั้งสิ้น 24.4 กิกะวัตต์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นเกือบ 24% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในรายงานนี้สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งจากกลุ่มสาธารณูปโภคและองค์กรที่ต้องการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นผลจากต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลงทำให้มีความสามารถแข่งขันกับพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ กลุ่มอุตสาหกรรมยังได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ให้เครดิตภาษียาวนานกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ต้องการให้สภาคองเกรสขยายเวลาเรื่องนี้ออกไปอีก 10 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการลงทุนพลังงานสะอาดเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ พบว่า โครงการสาธารณูปโภคและลูกค้ารายใหญ่อื่นๆ มีสัดส่วนเกือบ 3 ใน  4 ของยอดการติดตั้งแผงโซลาร์ในไตรมาสแรก […]