กองทุน BBASIC ประกาศจ่ายเงินปันผล 0.20 บาท วันที่ 30 ก.ย. นี้

กองทุน BBASIC ประกาศจ่ายเงินปันผล 0.20 บาท วันที่ 30 ก.ย. นี้

รายงานข่าวจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือ กองทุนบัวหลวง เปิดเผยว่า กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 หรือ BBASIC เตรียมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ครั้งที่ 10 จากผลการดำเนินงานในงวดวันที่ 17 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2563 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนวันที่ 23 กันยายน 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 กันยายน 2563 ทั้งนี้ เมื่อนับรวมการจ่ายเงินปันผลของกองทุน BBASIC นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจนถึงครั้งนี้ จ่ายปันผลแล้ว 10 ครั้ง คิดเป็นอัตราเงินปันผลรวมทั้งสิ้นที่จ่ายออกไป 8.79 บาทต่อหน่วย สำหรับกองทุน BBASIC เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย […]

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนหุ้นไทย

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนหุ้นไทย

ประเด็นเด่น ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องในระบบ ตลาดหุ้นไทย Upside ในช่วงสั้นอาจจะไม่ได้ขึ้นแรง แต่ Downside เองก็มีจำกัดเช่นกัน นับตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนส.ค. 2563 มียอดเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่รวมกัน 3 แสนกว่าบัญชี จำนวนเงินฝากเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ (ส.ค. 2563 = 14.39 ล้านล้านบาท)

กองทุนรวมหุ้นที่จ่ายปันผล

กองทุนรวมหุ้นที่จ่ายปันผล

กองทุนเปิดบัวแก้วปันผล (BKD) กองทุนเปิดบัวหลวงร่วมทุน (BCAP) กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC)

ลงทุนอะไร? หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์โควิด-19

ลงทุนอะไร? หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์โควิด-19

โดย พริ้มพัชร จิรบวรพงศา AFPTTM กองทุนบัวหลวง ในช่วงนี้สถานการณ์โควิด-19 เริ่มควบคุมได้ดีขึ้น โดยผ่อนคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 4 เพื่อให้กิจการและกิจกรรมต่างๆ สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง สำหรับนักลงทุนที่มีความพร้อมก็คงมีคำถามว่า  ควรเลือกลงทุนอะไรดีถึงจะเหมาะสม? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า  แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะเริ่มดีขึ้น  ทำให้หลายๆ กิจการกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง โดยต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับวิถีชีวิตปกติใหม่ หรือที่เรียกว่า New Normal ซึ่งการปรับตัวนี้ก็อาจส่งผลกระทบกับบางธุรกิจได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม มีธุรกิจหนึ่งที่มักผ่านพ้นไปได้ในทุกสถานการณ์นั่นคือ  ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคพื้นฐาน จากข้อมูลการจ้างงานของธุรกิจที่มีการจดทะเบียนคาดการณ์ว่า ธุรกิจที่จะสามารถกลับมาจ้างงานอีกครั้งและฟื้นตัวได้เป็น V-Shape ภายใน 3 เดือน สูงที่สุดก็คือ สินค้าอุปโภคบริโภคทั้งขายปลีกและขายส่ง ส่วนธุรกิจด้านการบริการ ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะฟื้นตัวแบบ U-Shape คือใช้ระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน สำหรับประเทศไทย ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นไทยก็สามารถเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มนี้   หรือเลือกลงทุนผ่านกองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (B-BASIC)  ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และ ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 […]

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย (จ่ายปันผล)

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย (จ่ายปันผล)

กองทุนเปิดบัวแก้วปันผล (BKD) กองทุนเปิดบัวหลวงร่วมทุน (BCAP) กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC) BBLAM’s 2020 INVESTMENT THEMES  “เครือข่ายครอบคลุมสร้างความแข็งแกร่ง บรรษัทแข็งแรงสร้างความยั่งยืน” ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนสูงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยหลังจากการปรับตัวลงแรงในเดือนมีนาคม ตลาดก็สามารถปรับตัวฟื้นขึ้นมาได้จากระดับต่ำสุดมากกว่า 20% ในเดือนเมษายน จากการที่เหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น ได้รับการรับมือที่เข้มข้นมากขึ้นจากประเทศต่างๆ ผ่านมาตรการของภาครัฐในภาคสาธารณสุขและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการช่วยเหลือภาคธุรกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน เพื่อรักษาสภาพคล่องและกลไกตลาดให้ยังทำงานเป็นปกติได้ บรรยากาศการลงทุนในเดือนเมษายนนี้จึงเป็นไปในทิศทางเชิงบวก โดยถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่มีประกาศออกมาจะเป็นไปในเชิงลบ แต่ก็เป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว นักลงทุนจึงหันมาให้น้ำหนักกับพัฒนาการที่ดีขึ้นเป็นลำดับของการแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ ความหวังของการพัฒนายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการกลับมาคลายล็อคดาวน์หลังจากที่สถานการณ์นั้นดีขึ้น ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วมากขึ้น ด้านตลาดน้ำมันนั้น นอกจากจะถูกกดดันจากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานอันทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำแล้ว ยังลามไปจนเกิดภาวะติดลบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเป็นสาเหตุเพิ่มเติมจากภาวะขาดแคลนพื้นที่จัดเก็บ และสภาพคล่องที่น้อยในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ในช่วงที่สัญญาใกล้หมดอายุ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันก็ค่อยๆกลับมาสู่ภาวะปกติมากขึ้น ด้านตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 175.8 จุด สู่ระดับ 1,301.66 […]

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นไทย

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทย เริ่มส่งสัญญาณลบอีกครั้ง ปัญหาราคาน้ำมันที่ถูกกดดัน ทั้งอุปสงค์ที่ลดลงจากไวรัส COVID-19 รวมทั้งการประชุมระหว่างรัสเซีย กับ OPEC+ ที่ตกลงกันไม่ได้ ปัจจัยรุมเร้าต่างๆ ที่เข้ามาพร้อมกัน กดดันดัชนีลงแรงมาก จนน่าจะสะท้อนผลลบไปในระดับหนึ่งแล้ว แม้มีปัจจัยรุมเร้า แต่ก็มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แนะนำทยอยลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลสูง เช่น กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) และกองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาลเพื่อการเลี้ยงชีพ (BSIRIRMF) และกองทุนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นราคาน้ำมันที่ผันผวน  รวมถึงได้รับประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาลง เช่น กองทุนเปิดบัวหลวงธนคม (BTK) หรือได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า เช่น กองทุนตระกูลปัจจัย 4 เช่น กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC) กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 เพื่อการเลี้ยงชีพ (BBASICRMF) และกองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 หุ้นระยะยาวปันผล (BBASICDLTF) สำหรับ ปัจจัยราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงมาค่อนข้างแรงกดดันตลาดหุ้นไทยโดยรวม ซึ่งปัจจัยลบดังกล่าวเกิดจาก ผลกระทบจากไวรัส COVID-19* นำไปสู่การปรับลดอัตราการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2020E และหลังจากที่การประชุมกลุ่มโอเปกที่ไม่ได้ข้อสรุปอะไร […]

ลงทุนเพื่อรายรับสม่ำเสมอดีจริงหรือ ?

ลงทุนเพื่อรายรับสม่ำเสมอดีจริงหรือ ?

โดย     พริ้มพัชร จิรบวรพงศา AFPTTM ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงิน BF Knowledge Center ปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์การลงทุน นโยบายลงทุนที่มี ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสไตล์การลงทุนของแต่ละแห่งซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ข้อดีของความหลากหลายคือ สามารถเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคลได้อย่างลงตัวมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม มีคำถามหนึ่งที่นักลงทุนมักจะสงสัยกันนั่นคือ เราจะเลือกลงทุนอย่างไรดี? ระหว่าง ลงทุนไปเรื่อยๆ พอใจผลตอบแทนเมื่อไรก็ทำการขายคืนด้วยตัวเอง หรือ ลงทุนแบบที่มีการจ่ายเงินคืนระหว่างทางเพื่อสร้างรายรับสม่ำเสมอ สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับแบบแรกคือ ลงทุนไปเรื่อยๆ พอใจผลตอบแทนเมื่อไรก็ทำการขายคืนด้วยตัวเอง รูปแบบนี้อาจเหมาะกับนักลงทุนที่ขยันซื้อ ขยันขาย พอมีเวลาติดตามตลาดลงทุนอยู่บ้างและยอมรับความผันผวนของราคาได้ค่อนข้างมาก ข้อดี คือ ผลกำไรที่ได้รับมาระหว่างทางจะไม่ได้ถูกนำออกไปใช้  แต่จะถูกนำไปลงทุนต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ข้อด้อย คือ ความผันผวนของราคาระหว่างทาง ทำให้มีโอกาสขาดทุนเนื่องจากไม่ได้นำเงินกำไรบางส่วนออกมา ด้วยเหตุนี้ ในช่วงที่การลงทุนมีความผันผวน  นักลงทุนจึงเริ่มสนใจลงทุนแบบที่มีการจ่ายเงินคืนระหว่างทางเพื่อสร้างรายรับสม่ำเสมอกันมากขึ้น สังเกตได้จากการที่นักลงทุนจำนวนหนึ่งเริ่มสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับค่าเช่า รวมถึงเริ่มสนใจลงทุนในหุ้นปันผล กองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล กองทุนรวมมีการทยอยจ่ายคืนเงินต้นพร้อมผลตอบแทน (Auto Redemption) หรือกองทุนรวมที่สามารถกำหนดวันขายคืนล่วงหน้ารายเดือนได้  เป็นต้น ข้อดี คือ การจ่ายเงินคืนระหว่างทางเป็นเครื่องมือในการสร้างกระแสเงินสดปัจจุบัน และลดความเสี่ยงที่จะขาดทุนกำไรจากความไม่แน่นอนมีอาจเกิดขึ้นในอนาคต  […]

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย (จ่ายปันผล)

กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย (จ่ายปันผล)

กองทุนเปิดบัวแก้วปันผล (BKD) กองทุนเปิดบัวหลวงร่วมทุน (BCAP) กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC) BBLAM’s 2019 INVESTMENT THEMES “รุ่งเรืองด้วยโครงสร้างพื้นฐาน บนสายพานของโลจิสติกส์” ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยยังคงผันผวน ท่ามกลางความเสี่ยงที่ก่อตัวมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ดำเนินไป ได้ทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลง และเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ โดยล่าสุด ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐ หดตัวลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี และเศรษฐกิจจีนในไตรมาสสองเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 27 ไตรมาส ด้านเศรษฐกิจยุโรปยังคงฟื้นตัวช้า โดยถ้าหากเยอรมนีซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เศรษฐกิจติดลบต่อในไตรมาสสาม จะทำให้เกิดสถานการณ์ ‘Technical Recession’ รวมถึงความเสี่ยง Brexit ที่ยังคงไร้ทางออกที่ชัดเจน ด้วยความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ ธนาคารกลางหลักจึงพร้อมเพรียงกันดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ทั้งการหยุดการลดขนาดงบดุลของ Fed และการกลับมาทำ QE ของ ECB ทำให้สภาพคล่องทางการเงินโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยคาดว่า อิทธิพลจากนโยบายการเงินในรอบนี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า สภาพคล่องทางการเงินโลกที่ล้นในปัจจุบันนี้ […]

กองทุนรวมหุ้นที่จ่ายปันผลของกองทุนบัวหลวง

กองทุนรวมหุ้นที่จ่ายปันผลของกองทุนบัวหลวง

กองทุนเปิดบัวแก้วปันผล (BKD) กองทุนเปิดบัวหลวงร่วมทุน (BCAP) กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC) BBLAM’s 2019 INVESTMENT THEMES  “รุ่งเรืองด้วยโครงสร้างพื้นฐาน บนสายพานของโลจิสติกส์” ในเดือน พ.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง เนื่องจากความคืบหน้าของสถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนไม่เป็นไปตามคาด หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้เพิ่ม Huawei เข้าสู่บัญชีดำการซื้อขาย ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถซื้อชิ้นส่วนหรือสินค้าจากสหรัฐฯ ได้ ซึ่งทางจีนได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้สหรัฐฯ มีท่าทีอ่อนลงโดยการยืดระยะเวลาการคว่ำบาตรสินค้า Huawei ออกไป 3 เดือน ความกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของน้ำมันดิบ ทำให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อ่อนตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้น ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความกังวลเกี่ยวกับการแยกตัวออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป […]

กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลของกองทุนบัวหลวง

กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลของกองทุนบัวหลวง

กองทุนเปิดบัวแก้วปันผล (BKD) กองทุนเปิดบัวหลวงร่วมทุน (BCAP) กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 (BBASIC) BBLAM’s 2019 INVESTMENT THEMES : “รุ่งเรืองด้วยโครงสร้างพื้นฐาน บนสายพานของโลจิสติกส์” ตลาดหุ้นไทยในเดือน ม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงระดับ 1,641 จุด ปรับตัวขึ้นประมาณ 5% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดต่างประเทศ หลังจากที่เมื่อปลายปีที่แล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงแรงทำให้ระดับ Valuation ถูกลงจนมีความน่าสนใจ ประกอบกับข้อมูลที่ออกมาของสหรัฐฯ (ซึ่งเป็นประเทศหลักที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ) ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไตรมาส 4/2018 ที่ประกาศมาแล้ว ส่วนใหญ่ค่อนข้างดีกว่าหรือใกล้เคียงกับตลาดคาด ทำให้ตลาดสหรัฐฯ สามารถรีบาวด์กลับขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งแรงกดดันต่อตลาดทุนที่สำคัญนั้นลดลง หลังจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ด้วยการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและปรับแผนการลดขนาดงบดุลโดยขึ้นกับความเหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน นั้นเชื่อว่า จะยังคงยืดเยื้อต่อไป แต่ทั้งสองประเทศน่าจะสามารถเจรจาประนีประนอมไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงมากนัก และคาดว่านักลงทุนจะค่อยๆ ลดความกังวลต่อเรื่องนี้ลง แม้อาจจะมีข่าวที่ทำให้ตลาดเกิดความกังวลบ้าง โดยเฉพาะช่วงใกล้ถึงเส้นตายที่สหรัฐฯ […]