สหรัฐขึ้นบัญชีดำ แพลตฟอร์มค้าปลีกอาลีบาบา ขายของละเมิดลิขสิทธิ์
รายงานข่าวจากโพสต์ทูเดย์ ระบุว่าสหรัฐขึ้นบัญชีดำ เถาเป่าขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ต่อ หวั่นทำการค้าจีน-สหรัฐตึงเครียดยิ่งขึ้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ประกาศขึ้นบัญชีดำ “เถาเป่า” แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ ของอาลีบาบายักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจีน ให้ อยู่ในรายชื่อตลาดขายสินค้าละเมิด ลิขสิทธิ์เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ถึงแม้ว่าการขึ้นบัญชีดำครั้งนี้ไม่มีบทลงโทษโดยตรง แต่เป็นการสกัดความพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ของอาลีบาบาที่กำลังกำจัดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากเว็บไซต์ โดยยูเอสทีอาร์ ระบุว่ายังพบการจำหน่ายสินค้าปลอมจำนวนมาก สะท้อนว่าอาลีบาบายังไม่ดำเนินการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มากพอ ซึ่งความเคลื่อนไหว ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่กำลัง เพิ่มขึ้น แม้ รายงานของยูเอสทีอาร์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมา อาลีบาบาพยายามเพิ่มการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ทางหน่วยงานได้รับคำร้องเรียนจากบรรดาธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์ว่าพบสินค้าปลอมและละเมิดลิขสิทธิ์บนเถาเป่าจำนวนมาก
จับตาบาทแข็งค่าไม่หยุด เอกชนโอดกระทบส่งออก
ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า นางสาวกัณญภัค ตันติพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่าได้เข้าหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า จากกรณีที่เงินบาทแข็งค่าหลุด 32.00 บาท/ดอลลาร์ อาจส่งผล กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ซึ่ง 2 กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 17% ของมูลค่าการส่งออกของไทยปี 2560 อยู่ที่ 231,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และใช้วัตถุดิบการผลิตภายในปนะเทศ ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วย ผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค ขณะที่ความผันผวนอยู่ในระดับปานกลาง โดยบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินควร ไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน เศรษฐกิจ ธปท. ก็ได้เข้าดูแลเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศในปี 2560 ที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งการดูแลที่ผ่านมา ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ไทยได้เปรียบการค้ากับต่างประเทศ หรือเพื่อฝีนทิศทางของตลาด แต่เพื่อให้เวลากับเอกชนในการปรับตัว การแข็งค่าของค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 2561 หลัก ๆ มาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเป็นสำคัญ ซึ่งหากดูในแง่เงินทุนไหลเข้าในรูปการลงทุนในหลักทรัพย์ถือว่าเป็นส่วนน้อยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยวันที่ 12 ม.ค. 2561 เปิดตลาดที่ 31.95 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 40 เดือน นับตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 57 ซึ่งแข็งค่าต่อเนื่อง
ฮาวายเร่งสอบกรณีเตือนภัยขีปนาวุธ ผิดพลาด
นายเดวิด ไอกี ผู้ว่าการฮาวายได้ทวีตข้อความในเวลา 2.34 น. ตามเวลาท้องถิ่น วันที่ 14 ม.ค. โดยระบุว่า “ผมจะเข้าประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานจัดการภัยฉุกเฉินฮาวาย ในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อค้นหาสาเหตุความผิดพลาดของระบบเตือนภัยและเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้ง” ก่อนหน้านี้มีการรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า ระบบเตือนภัยขีปนาวุธได้ส่งสัญญาณเตือนฉุกเฉินว่าขีปนาวุธกำลังพุ่งตรงไปยังเกาะฮาวายในช่วงเช้าประมาณ 8.07 เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น (เวลา 1.07 น. ของวันอาทิตย์ที่ 14 ม.ค. ตามเวลาในประเทศไทย) ส่งผลให้ประชาชนเร่งหาที่หลบภัยกันชุลมุน ก่อนที่จะพบว่าสัญญาณเตือนดังกล่าวเป็นความผิดพลาด ของเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำสำนักงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน (EMA) กดปุ่มผิดพลาดขณะรีบผลัดเปลี่ยนเวรปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่มีเจตนาร้าย แต่ อย่างไรก็ตาม เหตุดังกล่าวไม่ควรจะเกิดขึ้นและจะมีการดูแลป้องกันไม่ให้เหตุเกิดซ้ำรอยอีก ด้าน ขณะที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศว่าจะสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยละเอียด
ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 7.39 จุด อยู่ที่ 1,810.19 จุด
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดวันนี้ (12 ม.ค. 61) ที่ 1,810.19 จุด เพิ่มขึ้น 7.39 จุด หรือ 0.41%โดยระหว่างวันดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,816.81 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,808.53 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขาย ณ เวลา 17.07 น. อยู่ที่ 81,790.68 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.AOT ปิดที่ 69.50 บาท ลดลง -0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 6,327.33 ลบ. 2.EA ปิดที่ 65.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,415.17 […]
ซัมซุง เปิดนวัตกรรมอัจฉริยะ ชูความล้ำหน้าจาก IoT แบบไร้รอยต่อ
ซัมซุงเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ SmartThings App ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคด้วยอุปกรณ์ต่างๆ อย่างไร้รอยต่อในชีวิตประจำวัน ทั้งที่บ้าน สำนักงาน และทุกๆ ที่ วิธีใหม่สำหรับผู้บริโภค ในการจัดการและควบคุมอุปกรณ์ไอโอทีของตน แอพใหม่นี้จะรวมแอพไอโอทีไว้ในที่เดียว (Single Touchpoint) อำนวยความสะดวกสำหรับชีวิตแห่งการเชื่อมต่อ นอกจากนี้ ซัมซุงยังได้วางแผนผนวก HARMAN Ignite แพลตฟอร์มระบบคลาวด์ที่เพิ่มความสามารถให้รถยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่อเข้ากับคลาวด์สมาร์ทธิงส์ โดยเห็นว่า รถยนต์เป็นอีกส่วนประกอบสำคัญของไอโอที พร้อมทุ่มงบวิจัย 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เดินเครื่องพัฒนานวัตกรรมไอโอที ตั้งเป้าสร้างการเชื่อมต่ออัจฉริยะ เข้ากับน็อกซ์ แพล็ตฟอร์มรักษาความปลอดภัย สามารถใช้งานได้ทุกดีไวซ์ภายในปี 2020
แนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปปี 2018
มองเศรษฐกิจยูโรโซนอาจชะลอตัวเล็กน้อย แต่ยังมีพื้นฐานที่มั่นคง มองได้แรงหนุนจากนโยบายการเงินผ่อนคลาย-อุปสงค์โลกโตต่อเนื่อง และตลาดตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากฐานสูงในปีนี้ เราคาดว่าการเติบโตจะยังคงอยู่ในกรอบสูง เพราะที่ผ่านมา การขยายตัวกำลังแผ่ออกเป็นวงกว้างขึ้นทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและภูมิศาสตร์ เป็นสัญญาณว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจในรอบนี้มีพื้นฐานที่มั่นคง นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ฟื้นตัว จะส่งผลให้ ECB รักษานโยบายการเงินลักษณะผ่อนคลายต่อไปก่อน เมื่อประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์โลก และตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น จึงเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการลงทุนในภูมิภาคเป็นวงจรบวกต่อในระยะถัดไป โดยล่าสุด ECB รายงานว่า มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อไตรมาส 4/2017 ของธนาคารพาณิชย์ต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนยังคงมีทิศทางผ่อนคลายลง ขณะที่ความต้องการสินเชื่อใหม่ปรับตัวขึ้นในทุกๆภาคส่วน จากอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ช่วยลดภาระการกู้ยืมลง สำหรับทิศทางของเศรษฐกิจปี 2018 เราคาดว่า GDP รวมของยูโรโซนจะขยายตัว 2.3% และคาดว่าเงินเฟ้อเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของ ECB ที่ใกล้เคียงกับแต่ต่ำกว่า 2% ต่อไป เพราะที่ผ่านมา การตึงตัวของตลาดแรงงานและการขยายตัวของเศรษฐกิจ ยังไม่ส่งผลผ่านไปเป็นแรงขับเคลื่อนทางราคาชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการเมืองของยุโรปยังไม่หมดไปเสียทีเดียว เพราะกระบวนการเจรจาถอนตัวออกจาก EU ของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit กำลังดำเนินไปอย่างเชื่องช้า การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลเยอรมนีเผชิญกับความล้มเหลว วาระของรัฐบาลอิตาลีจะสิ้นสุดลงในปีหน้า ทำให้จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น […]
จีนออกมาตรการคุมเข้ม ลดความเสี่ยงในระบบการเงิน
จีนออกมาตรการคุมเข้มทางการเงินหลายมาตรการในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระบบการเงิน โดยหนึ่งในนั้นคือการออกกฎให้ธนาคารจำกัดการปล่อยกู้ให้แก่ผู้กู้ที่มีความน่าเชื่อถือน้อย รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์วางมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากธุรกิจสินเชื่อ โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องจำกัดความเสี่ยงด้านเครดิตจากลูกค้าแต่ละราย ด้านธุรกิจประกันภัยทางคณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของจีน (CIRC) ได้ออกกฎป้องกันไม่ให้บริษัทประกันภัยนำเงินไปลงทุนในหุ้น เพื่อควบคุมปัญหานี้สินของรัฐบาลท้องถิ่น นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, CBRC และ CIRC เตรียมเข้าไปกำกับดูแลการซื้อขายพันธบัตร เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง
จีนแสดงความกังวล หลังสหรัฐเข้มงวดการลงทุนเอกชนจีน
นายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า “สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการคัดค้านเข้าซื้อกิจการของ บริษัท Ant Financial ว่า เรารู้สึกเสียใจที่เห็นว่า การลงทุนทางธุกิจและการควบรวมกิจการทั่วไปของบริษัทจีนในสหรัฐถูกขัดขวางอีกครั้ง เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ” เขากล่าวอีกว่า “เราจะไม่คัดค้านเลย หากการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นไปตามแผนความปลอดภัย แต่เรากังวลเรื่องพฤติกรรมการสร้างกำแพงเพื่อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ” โดยการแสดงความคิดเห็นของนาย เกา เฟิง เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลสหรัฐมีมติคัดค้านข้อเสนอของ Ant Financial จากจีนในการเข้าซื้อกิจการ บริษัท MoneyGram วงเงิน 1.2 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ ในสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้ แอนท์ ไฟแนนเชียล เป็นบริษัทในเครือของอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ซึ่งมีนายแจ็ค หม่า เป็นประธานกรรมการ
ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 7.88 จุด อยู่ที่ 1,802.80 จุด
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดวันนี้ (11 ม.ค. 61) ที่ 1,802.80 จุด เพิ่มขึ้น 7.88 จุด หรือ 0.44% โดยระหว่างวันดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,804.54 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,786.47 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขาย ณ เวลา 17.05 น. อยู่ที่ 86,821.50 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.AOT ปิดที่ 69.75 บาท ลดลง -1.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 12,380.97 ลบ. 2.EA ปิดที่ 63.50 บาท เพิ่มขึ้น 10.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย […]
เปิดประสบการณ์สุดหรู ลิ้มรสอาหารชั้นนำบนเครนลอยฟ้า
Dinner in the Sky มาถึงเมืองไทยแล้ว พร้อมเปิดให้คนไทยได้ลิ้มรสอาหารระดับ 5 ดาว บนความสูงถึง 50 เมตร ความพิเศษอยู่ที่จะมีลูกค้าเพียงรอบละ 22 ท่าน ที่จะได้ดื่มด่ำกับอาหารเลิศรส และบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจ ด้วยอาหาร 4 คอร์ส โดยเชฟจากเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท แถมเก้าอี้ยังสามารถปรับได้ 180 องศา เพื่ออรรถรสในการรับชมทิวทัศน์รอบทิศทาง ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างดิเอ็มโพเรี่ยม และไดโนซอร์ แพลนเน็ต เรื่องความปลอดภัยหายห่วง เพราะเจ้าเครนขนาด 200 ตัน ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานความปลอดภัยจากเยอรมนี ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 45 ประเทศทั่วโลก ก็น่าจะการันตีความปลอดภัยได้ในระดับสูง ถามใจก่อนว่า กล้าพอหรือไม่กับความสูงเทียบเท่าตึก 16 ชั้น เปิดโล่งไร้สิ่งกีดขวาง ท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้ายามราตรีเป็นเวลา 1 […]