คลังชี้ จีน ปฏิรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หนุนกำไรปี 17 โตกว่า 23%
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงการคลังจีนเผยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (State-Owned Enterprises: SOE) มีกำไรเพิ่มขึ้น 23.5% สู่ระดับ 2.9 ล้านล้านหยวน (ราว 4.532แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2017 จากอานิสงส์จีนเดินหน้าปฏิรูปหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นประสิทธิภาพและความแข็งแกร่งขององค์กร กำไรของ SOE ที่เพิ่มขึ้นนั้น สวนทางกับสถิติในปี 2016 ที่กำไรอ่อนตัวลง 1.7% ขณะที่รายได้รวมของหน่วยงาน SOE อยู่ที่ 52.2 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 13.6% จากปีก่อนหน้า ส่วนสินทรัพย์ของ SOE นับจนถึงสิ้นเดือนธ.ค.อยู่ที่ 151.7 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10% เทียบรายปี หนี้สินอยู่ที่ 99.7 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 9.5% เทียบรายปี
นักลงทุนมั่นใจเศรษฐกิจจีนแข็งแกร่ง หนุนความเชื่อมั่น ธ.ค. เพิ่ม 6.5%
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กองทุนคุ้มครองนักลงทุนตลาดหุ้นจีนเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้นแตะระดับ 55.6 ซึ่งขยายตัวขึ้น 6.5% จากสถิติเดือนพ.ย. ดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ถึงมุมมองที่เป็นบวกโดยความเชื่อมั่นนักลงทุนที่แข็งแกร่งนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจจีนในปี 2017 ขยายตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นักลงทุนมั่นใจว่า ตลาดหุ้นจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และมีความเต็มใจมากขึ้นที่จะซื้อสินทรัพย์ ขณะที่ความเชื่อมั่นที่มีต่อมูลค่าหุ้นอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 โดยนักลงทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อสภาพเศรษฐกิจมหภาคในประเทศรวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจ
จีนหนุนตลาดบ้านเช่า แก้ปัญหาราคาบ้านพุ่ง
รายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า แนวโน้มที่อยู่อาศัยเพื่อเช่า(rental housing) ในจีนเพิ่มขึ้น เหตุต้องการเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัย (housing supply) สำหรับคนเมืองที่ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง เพราะราคาบ้านสูงจนเกินไป นอกจากนี้มีแนวโน้มที่รัฐบาลจีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย สร้างบ้านเช่าบนพื้นที่ของตนได้ Jiang Daming รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดินและทรัพยากรจีน (Ministry of Land and Resources) การก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าได้รับอนุญาตแล้วในบางพื้นที่แถบชนบท จากนี้ไปรัฐบาลจีนจะไม่ได้เป็นผู้ขายเท่านั้น ด้าน Liu Jun หัวหน้าสายงานก่อสร้างในจีนธนาคาร Guangdong branch ตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าจะช่วยกดดันให้ราคาที่อยู่อาศัยค่อยๆปรับลดลงได้
หยวนแข็งค่าสุดในรอบ2ปี
ธนาคารกลางของจีนกำหนดค่าเงินหยวนที่ระดับ6.4335ต่อดอลล่าร์ในวันพุธ (17 มกราคม)ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ2ปี เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงขาขึ้นส่วนดอลล่าร์มีการอ่อนตัวลง เงินหยวนอยู่ระดับ6.4372ต่อดอลล่าร์ในวันอังคาร (16 มกราคม) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดนับตั้งแต่วันที่10 ธันวาคม ปี2015 ในขณะเดียวกัน เงินดอลล่าร์ตกต่ำสุดในรอบ3ปีเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆในดัชนีดอลล่าร์
พัฒนาการของ ESG ในจีน (ตอนจบ)
By… เศรณี นาคธน โอกาสพัฒนา ESG ในจีน จากแรงหนุนของรัฐบาล นโยบายการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลจีนฉบับล่าสุด (2016-2020) ผนวกกับแรงขับเคลื่อนจากนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ ที่หันมาให้ความสำคัญต่อ ESG ควบคู่กันไปกับผลประกอบการในการพิจารณาลงทุนจะช่วยเป็นแรงกดดันให้บริษัทของจีนต้องตระหนักถึงความสำคัญของ ESG ทั้งนี้นโยบายการปฏิรูปของภาครัฐ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ซึ่งด้านที่ชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีการพยายามหาทางลดมลภาวะ โดยจีนประกาศตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ทั้งประเทศเลิกพึ่งพาโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลักให้ได้ในปี 2020 ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขนาดใหญ่ของจีนหลายแห่งได้ถูกยกเลิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีบทลงโทษสำหรับบริษัทหรือโครงการใดๆที่ก่อให้เกิดมลภาวะขึ้นซึ่งมีโทษสูงสุดถึงการสั่งปิดกิจการ นอกจากนี้รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนแก่บริษัท หรือโครงการต่างๆที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเข้าระดมทุนในตลาด แม้กระทั่ง การตั้งเป้าหมายที่จะให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กระทั่ง ณ ปัจจุบันประเทศจีนกลายเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับรถยนต์ EV สำหรับด้านธรรมาภิบาลนั้น ทาง กลต. ของจีนได้พยายามพัฒนาเพื่อให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนของจีนต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนมากขึ้น รวมถึงข้อมูลในด้านของ ESG เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน สำหรับเรื่องของคอร์รัปชั่น นโยบายการกำจัดคอร์รัปชั่นของรัฐบาลเริ่มเผยแพร่มาสู่ภาคเอกชน โดยบางบริษัทเริ่มมีนโยบายยกเลิกการมอบของขวัญให้กับข้าราชการ เพราะรัฐบาลได้บังคับใช้บทลงโทษสำหรับทั้งผู้ให้และผู้รับสินบน ด้วยแรงสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่ จึงเชื่อได้ว่าจีนมีโอกาสพัฒนาทางด้าน ESG ได้อีกไกล
จีนเอาจริงเตรียมสกัดซื้อขายเงินดิจิทัลผ่านแอพพลิเคชั่น
สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าทางการจีนวางแผนสกัดการเข้าถึงแพลทฟอร์มและแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล โดยการสกัดกันดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนยังคงเดินหน้ากวาดล้างการซื้อขายสกุลเงินบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลประเภทอื่นๆ เนื่องจากทางการจีนมองว่า สกุลเงินดิจิทัล เป็นต้นตอของความเสี่ยงในระบบการเงิน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐบาลจีนได้รับรายงานการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นบนแพลทฟอร์มที่ตั้งขึ้นโดยชาวจีนและต่างชาติ แม้รัฐบาลจะสั่งระงับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเมื่อปีที่แล้ว ภายใต้กฎห้ามการระดมทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering: ICO) รวมทั้งปิดการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในหลายตลาด และจำกัดการขุดเหมืองเพื่อหาบิตคอยน์
หมดยุคลอกเลียนแบบ จีนขึ้นแท่นผู้นำด้านเทคโนโลยี
บริษัทจีนได้ข้ามพ้นการเป็นผู้ลอกเลียนแบบด้านเทคโนโลยีด้านต่างๆของผู้อื่นไปแล้ว หลังจากจีนได้กว้าขึ้นมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในด้านต่างๆ Raymund Chao ประธาน PwC’s chairman ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและจีนแผ่นดินใหญ่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ถึงแม้ทุกวันนี้ ยังคงมีความเชื่อที่ว่าจีนคือ copycat แต่นั่นไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป” จีนได้กลายเป็นผู้นำที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมหลายด้าน ซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีด้านการเงิน หรือ ฟินเทค โดรน เอไอ และโมบายเพย์เมนท์ เขากล่าวว่า ในกลุ่มอุตสหกรรมแบบดั่งเดิม (traditional sectors) เริ่มปรับตัวนำเอานวัตกรรมมาใช้ในภาคการผลิต
พัฒนาการของ ESG ในจีน (ตอนที่1)
By… เศรณี นาคธน ESG ในจีนยังอยู่ในระดับต่ำ หลังเร่งขยายสังคมเมืองกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา MSCI ซึ่งเป็นบริษัทจัดทำดัชนีระดับโลกได้พิจารณาเพิ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จำนวน 222 บริษัท ในตลาด A-Share ของจีนเข้าร่วมคำนวณใน MSCI Emerging Markets Index จนถึงปัจจุบัน มีสัดส่วนของจีนในดัชนีทยอยเพิ่มขึ้นมาสู่ 30% นับเป็นความสำเร็จก้าวหนึ่งในการเปิดเสรีทางการเงินของจีนและช่วยจูงใจให้นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนในตลาดการเงินของจีนมากขึ้น แต่หากพิจารณาในแง่มุมของ ESG พบว่า MSCI Emerging Markets SRI Index ซึ่งเป็นดัชนีที่รวบรวมบริษัทต่างๆในตลาดเกิดใหม่ที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการจัดการที่มีธรรมภิบาล บริษัทจีนที่ผ่านเกณฑ์เพื่อเข้าร่วมดัชนีกลับมีสัดส่วนเพียงแค่ราว 4% ของดัชนีเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้เกิดส่วนต่างมากขนาดนี้ มาจากการขยายของสังคมเมือง (Urbanization) ผนวกกับการเร่งขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ ทั้งจากการเร่งตัวของการก่อสร้าง การใช้พลังงานมากขึ้น ขณะที่พลังงานหลักของประเทศมาจากถ่านหินซึ่งยิ่งใช้ยิ่งส่งผลเสียต่อมลภาวะทางอากาศ ในด้านของสังคม บริษัทจีนส่วนมากยังไม่มีมาตรฐานและนโยบายในเรื่องของแรงงาน รวมถึงสภาพความเป็นอยู่และสวัสดิการของแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำ จะเห็นได้จากข่าวเรื่องการเกิดอุบัติเหตุจากการปฎิบัติงานบ่อยครั้งในประเทศจีนเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ และในแง่ของผู้ถือหุ้น บริษัทจีนยังคงมีการเปิดเผยข้อมูลในระดับค่อนข้างต่ำ […]
จีนคุมเข้มภาคธนาคาร นักวิเคราะห์เตือนแบงก์ขนาดเล็กเร่งปรับตัว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคาร (China Banking Regulatory Commission : CBRC) เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลภาคธนาคารมากขึ้นในปีนี้ โดยแผนงานกำกับดูแลภาคธนาคารที่สำคัญประกอบด้วย · การตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินของผู้ถือหุ้นธนาคาร และตรวจสอบสัดส่วนการถือหุ้นว่าเป็นไปตามกฎระเบียบหรือไม่ · ตรวจสอบการปฏิบัติตามเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลท้องถิ่น และอุตสาหกรรมอื่นๆที่มีการกำหนดต้นทุนที่สูงเกินไป · พร้อมตรวจสอบการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร และการดำเนินธุรกิจบริการทางการเงินให้กับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (wealth management businesses) ของธนาคารด้วย โดยจะดำเนินการทางกฎหมายกับธนาคารที่ไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ฝ่าฝืนเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ และลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่หน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารของจีนที่เริ่มเอาจริงเอาจังกับการออกมาตรการที่น่าตื่นเต้นต่างๆอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2018 ด้าน นาย Huang Wentao นักวิเคราะห์จาก China Securities Co. กล่าวว่า “มาตรการกำกับดูแลใหม่ที่เข้มงวดขึ้นครอบคลุมทุกส่วนของระบบธนาคาร และแสดงให้เห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวดกับการแก้ปัญหาที่เกิดจากภาคการเงิน จริงจัง ซึ่งธนาคารหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็ก จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจภายใต้เกณฑ์การกำกับดูแลใหม่นี้”
เจาะลึกเศรษฐกิจจีนปี 2018
สำหรับในปี 2018 เราคาดว่า โมเมนตัมเช่นนี้น่าจะยังคงดีต่อเนื่อง แม้ว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอลงจาก 6.8% เป็น 6.5% ตามทิศทางเดียวการปฏิรูปประเทศที่เน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จีนยังนับว่าเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับสูง ด้านนโยบายภาครัฐ การรวมอำนาจของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ภายหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมานั้น น่าจะทำให้นโยบายเป็นไปในแนวทางสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเอกชน พร้อมทั้งเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และคุมเข้มภาคการเงินเพื่อชะลอหนี้ที่เติบโตรวดเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ดี การชะลอตัวของอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ อาจทำให้ตลาดเงินตึงตัวมากขึ้น และเป็นความท้าทายของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป สำหรับในปี 2018 นี้เราคาดว่า รัฐบาลน่าจะปล่อยเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในปริมาณที่ชะลอลงเล็กน้อย โดยเราคาดว่ารัฐบาลจีนจะขาดดุลการคลัง -3.5% ของ GDP ในปี 2018 ชะลอลงจากปี2017 ซึ่งขาดดุลการคลัง -3.7% ของ GDP เนื่องด้วย รัฐบาลท้องถิ่นอาจจะปล่อยงบได้ยากขึ้นตามเกณฑ์การใช้จ่ายที่รัดกุมกว่าเดิม ขณะที่การทำ […]

