เฟด เผย หนี้ครัวเรือนสหรัฐฯ Q4/17 พุ่ง 193 พันล้านดอลล์

เฟด เผย หนี้ครัวเรือนสหรัฐฯ Q4/17 พุ่ง 193 พันล้านดอลล์

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดเขตนิวยอร์กเปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนในสหรัฐฯไตรมาส 4 ปี 2017 เพิ่มขึ้น 193 พันล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 13.15 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหนี้ครัวเรือนกลุ่มสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาสดังกล่าว เพิ่มขึ้น 139 พันล้านดอลลาร์ เป็น 8.88 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเป็นอันดับสอง เพิ่มขึ้น 26 พันล้านดอลลาร์ เป็น 834 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวระบุว่า หนี้ครัวเรือนในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันจากสินเชื่อจำนอง เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา สินเชื่อยานยนต์ และบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น

เฟดสาขานิวยอร์ก มองเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ม.ค.ปรับลดลง

เฟดสาขานิวยอร์ก มองเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ม.ค.ปรับลดลง

ผลการสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐได้ปรับตัวลงในเดือนที่แล้ว หลังจากที่ดีดตัวขึ้นในช่วงสิ้นปีที่แล้ว ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า ค่าเฉลี่ยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคในช่วง 1 ปีข้างหน้าได้ลดลงสู่ระดับ 2.71% ในเดือนม.ค. จากระดับ 2.82% ในเดือนธ.ค. ส่วนค่าเฉลี่ยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในช่วง 3 ปีข้างหน้า ลดลงสู่ 2.79% ในเดือนม.ค. จาก 2.89% ในเดือนธ.ค. ขณะที่ค่าเฉลี่ยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปี และ 3 ปีได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือนในเดือนธ.ค. เฟดเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อดังกล่าว ก่อนที่จะมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้

เฟดมองพื้นฐานศก.สหรัฐฯยังแกร่ง เชื่อหุ้นลงแค่ปรับฐาน

เฟดมองพื้นฐานศก.สหรัฐฯยังแกร่ง เชื่อหุ้นลงแค่ปรับฐาน

“ถึงตอนนี้ ตลาดปรับฐานไม่ใช่เรื่องต้องกังวล เพราะราคาหุ้นที่ลดลงนั้นไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจแต่อย่างใด”ประธาน เฟดเขตนิวยอร์กกล่าว สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า William Dudley ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดเขตนิวยอร์กกล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงแข็งแกร่ง และแรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯแต่อย่างใด การเทขายเป็นเพียงการปรับฐานเพื่อสะท้อนถึงความกังวลที่มีต่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นเท่านั้น Dudley กล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวี “เป็นที่เห็นได้ชัด ตลาดกำลังปรับฐานลงตามปัจจัยที่ว่า เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ค่อนข้างเร็ว และนั่นหมายถึงความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มหยุดการคงดอกเบี้ยนโยบาย หรือ เริ่มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายบ้างแล้ว” เขากล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้น