อาชีพของคนไทยหลังเกษียณ (ตอนจบ)

อาชีพของคนไทยหลังเกษียณ (ตอนจบ)

By…เสกสรร โตวิวัฒน์ CFP® BF Knowledge Center แบบที่ 2 เป็นเรื่องความชำนาญเฉพาะด้าน ที่สามารถนำมาหารายได้ให้กับตัวเองในวัยเกษียณได้ โดยเพิ่มเติมเรื่องมุมมองธุรกิจประกอบ จะทำให้กิจกรรมหารายได้หลังเกษียณเราสนุก และเป็นจริงมากขึ้น เช่น … สังคมปัจจุบันครอบครัวมีขนาดเล็กลงไม่ค่อยทำอาหารเอง ใช้วิธีซื้อ แต่คนรุ่นก่อน กลุ่ม Gen X ทำกับข้าวเก่ง  กินข้าวบ้านมากกว่าไปกินข้างนอก  คนรุ่นใหม่เค้าก็อยากกินข้าวบ้านอร่อยๆ แต่ทำไม่เป็น  ก็เป็นช่องทางให้วัยเกษียณปัจจุบันสามารถทำอาหารขายในหมู่บ้านได้ ถ้าในบริเวณที่พักของเรา มีคนทำงานบริษัทที่ไม่ค่อยอยู่บ้านช่วงกลางวัน ก็ทำขายเสาร์อาทิตย์ในวันที่เขาอยู่บ้าน หรือทำเป็นข้าวกล่อง ผูกปิ่นโต ส่งทุกเย็น มีรายการอาหารกำหนดไว้เลย วันละ 3-4 อย่าง ให้เลือก แล้วก็ส่งในหมู่บ้าน  คิดราคาไม่แพง ถ้าเรามีฝีมือ ทำอร่อย สะอาด ก็จะหาลูกค้าได้ไม่ยาก คนไทยชอบของอร่อย ลองดูอาหารที่คนยุคนี้เค้านิยมซะหน่อย เน้นสุขภาพ กินหวานน้อยลง กินมันน้อยลง อาหารที่ถูกจริต จะทำให้ขายง่ายขึ้น […]

อาชีพของคนไทยหลังเกษียณ (ตอนที่1)

อาชีพของคนไทยหลังเกษียณ (ตอนที่1)

By…เสกสรร โตวิวัฒน์ CFP® BF Knowledge Center อายุของการเกษียณในสังคมไทย โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่อายุ 60ปี ซึ่งด้วยวิทยาการทางการแพทย์ คนวัย 60 ยังคงแข็งแรง สมองยังคงสดใส ความจำยังดี และเป็นผู้มีไฟ อยากทำงาน แม้จะด้วยข้อจำกัดของระบบที่มีการกำหนดตัวเลขเกษียณชัดเจน เช่น 60ปี บางเดี๋ยวนี้องค์กรจำนวนมากก็มีการต่ออายุผู้เกษียณออกไป เนื่องจากยังคงเสียดายประสบการณ์และความรู้ของบุคคลเหล่านั้น แต่ก็จะเป็นลักษณะ case by case และก็มีองค์กรอีกมากที่มีผู้มีความรู้ความสามารถ แต่จำเป็นต้องให้เกษียณเพื่อเปิดโอกาศให้คนรุ่นถัดไปได้ขยับขึ้นตามความรู้ความสามารถ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้เกษียณที่ยังมีไฟ ก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถทำได้ มีประโยชน์กับประเทศ กับสังคม รวมถึงยังมีความสามารถในการหารายได้ ประกอบอาชีพ โดยอาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมา ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับอาชีพที่ทำมาตลอดหรือไม่ก็ตาม อาชีพที่แนะนำไว้หารายได้สำหรับคนวัยเกษียณ อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบ  แบบที่ 1 อาชีพที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านวิชาชีพ งานที่เคยทำ ชัดเจน ง่ายๆ  เราทำงานมาทั้งชีวิต ย่อมมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ในวัยที่ยังพอมีแรง […]

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่จบ)

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่จบ)

ในปีที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนประกาศว่า ถึงเวลาแล้วที่จีนจะก้าวไปยังจุดศูนย์กลางของเวทีโลก มีหลายวิธีที่จีนจะเป็นมหาอำนาจของโลก ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโลกาภิวัฒน์ การเพิ่มความช่วยเหลือให้ประเทศต่างๆ และการพัฒนาเทคโนโลยี่ชั้นสูง แต่ยังมีก้าวย่างที่สำคัญอีกอย่างสำหรับจีนที่จะไปอยู่จุดศูนย์กลางของโลกคือจีนต้องเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก การที่จะไปถึงจุดนั้นได้จีนต้องผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก ตลาดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลก ประมาณ 2 ใน 3 ของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ $6.9 ล้านล้านของทั้งโลกอยู่ในรูปของเงินสกุลดอลลาร์ เงินหยวนเริ่มมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้นในปี 2016 หลังจากที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศบรรจุเงินหยวนเข้าไปในตระกร้าเงินไอเอ็มเอฟ ซึ่งมีดอลลาร์ ยูโร ปอนด์ และเยนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตามรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2017 เงินหยวนมีสัดส่วนเพียง1%ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ประเทศต่างๆถือรวมกันทั้งหมด แต่ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น ทางธนาคารกลางของเยอรมันประกาศว่าจะเอาเงินหยวนเข้าไปในพอร์ตของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของตัวเอง ธนาคารกลางของฝรั่งเศสก็มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นเงินหยวน ส่วนธนาคารกลางของยุโรปได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าได้ใช้เงิน $611 ล้านเพื่อเปลี่ยนดอลลาร์รีเสิร์ฟเป็นพันธบัตรหยวนของรัฐบาลจีน ในขณะที่นโยบาย America First ของประธานาธิบดีทรัมป์จะทำให้บทบาทของสหรัฐลดลงในเวทีโลก หลายคนเชื่อว่าบทบาทของจีนจะเพิ่มสูงขึ้น นาย Barry Eichengreen […]

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่11)

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่11)

Angus Maddison นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของอังกฤษ มีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะว่าเขาได้ศึกษาผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (gross domestic product) โดยย้อนการศึกษาของจีดีพีโลกกลับไปถึงศตวรรษที่1 การศึกษาของแมดดิสันทำให้เราเห็นภาพว่าทั้งจีนและอินเดียมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดอย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่1 เรื่อยมาจนถึงปีคศ. 1600 ก่อนที่อิทธิพลทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศค่อยๆเสื่อมลง ซึ่งตรงกับยุคแรกเริ่มของการล่าอาณานิยมของโลกตะวันตกพอดี จีนและอินเดียตกขบวนรถไฟของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีจุดเริ่มที่อังกฤษก่อนที่จะแพร่เข้าไปในยุโรป ทำให้ยุโรปก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกแทนจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 นี้ เราเริ่มเห็นจีนและอินเดียกำลังทวงความเป็นมหาอำนาจของโลกทางเศรษฐกิจแทนสหรัฐและยุโรป จากการคำนวนของแมดดิสันพบว่า ในปีคศ 1000 จีนและอินเดียมีจีดีพีรวมกันเท่ากับ 50.5% ของจีดีพีของโลก มาถึงปีคศ.1600 เศรษฐกิจของจีนและอินเดีย รวมกันมีสัดส่วนเท่ากับ 51.4% ของโลก โดยจีนมีสัดส่วนจีดีพี 29% และอินเดียมีสัดส่วนจีดีพี 22.4%ของโลก ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เศรษฐกิจของจีนเทียบเท่า 1 ใน 3 ของโลก ในขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐยังคงตั้งไข่อยู่ อีก 200 ปีต่อมา ในขณะที่จีนได้สร้างชาติใหม่ภายใต้ประธานเหมา […]

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่10)

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่10)

ในเวทีที่ประชุมของ World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนยอมหลีกทางให้ทรัมป์ เพราะว่าสีขโมยซีนไปเรียบร้อยในการประชุม WEF ในปีที่แล้ว โดยสียอมลงทุนไปเมืองดาวอสเพื่อประกาศว่า จีนพร้อมที่จะเป็นผู้นำที่จะปกป้องการค้าเสรีโลก โดยที่ทุกๆประเทศควรที่จะได้รับส่วนแบ่งของผลประโยชน์ของการค้าเสรี และการเจริญเติบโตที่เหมือนกัน สีสื่อข้อความที่ตรงข้ามกับทรัมป์ที่ประกาศนโยบายAmerica First และดำเนินนโยบายการค้าในรูปแบบการกีดกัน (protectionism) เนื่องจากว่าสหรัฐกำลังเพลี้ยงพล้ำจีนอย่างหนักในเรื่องการค้า และเศรษฐกิจ สาเหตุเป็นเพราะว่าสหรัฐมุ่งเน้นการบริโภคที่เกินตัวมากเกินไป ในขณะที่จีนเน้นเศรษฐกิจพื้นฐานของการผลิตที่แท้จริง ในปีนี้ สีส่งนาย Liu He หรือมือขวาของเขาด้านเศรษฐกิจให้มาเป็นหัวหน้าคณะที่มาประชุมที่เมืองดาวอส เพื่อประชันกับทรัมป์แทน นายหลิวจบจากมหาวิยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ ปัจจุบันตำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของ Office of the Central Leading Group on Financial and Economic Affairs และเป็นรองผู้อำนวยการ National Development and Reform Commission เขามาร่วมประชุมที่เวทีดาวอสตั้งแต่ปี […]

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่9)

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่9)

เปโตรหยวนกำลังก่อรูปร่างขึ้นมาแล้ว หลังจากมีการเตรียมการมานาน จีนมีความอดทนสูง ถ้าไม่พร้อมจะไม่ทำ แต่ตอนนี้จีนมีความพร้อมแล้วที่จะท้าทายเปโตรดอลลาร์ ด้วยแผนการการสร้างเปโตรหยวน เพื่อที่จะแข่งกับเบนช์มาร์คของราคาน้ำมันของตลาดเบรนท์ หรือเวสท์เท็กซัสที่โค๊ดราคาน้ำมันดิบเป็นเงินดอลลาร์ บลูมเบิร์กรายงานว่า ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ จีนจะเปิดการเทรดน้ำมันฟิวเจอร์สเป็นครั้งแรกในรูปเงินหยวนในตลาดเซี่ยงไฮ้ เปโตรหยวนจะถือกำเนิดเป็นครั้งแรกในวันนั้นเอง ถ้าหากว่านักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมเทรดน้ำมันฟิวเจอร์ในรูปเงินหยวนมากขึ้น ถึงจุดหนึ่งราคาน้ำมันที่โค๊ดในตลาดตลาดเซี่ยงไฮ้ในรูปเงินหยวนจะกลายเป็นเบนช์มาร์ค หรือราคามาตรฐานน้ำมันที่ใช้ในการอ้างอิงสำหรับผู้ที่ซื้อขายน้ำมัน ความเคยชินจะเกิดขึ้น และเงินหยวนจะค่อยๆกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลก โดยจีนจะต้องเปิดเสรีระบบการเงิน และเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้าสหรัฐไปแล้ว โดยปีที่แล้วจีนนำเข้าน้ำมัน 8.43 ล้านบาเรลล์ จีนเป็นจ้าวแห่งการค้าโลกไปแล้ว โดยมูลค่าการค้าของจีนใหญ่กว่าของสหรัฐไปแล้วเหมือนกัน แม้่ว่าขนาดเศรษฐกิจของจีนจะยังคงเป็นเบอร์ 2 ตามหลังเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ แต่มีเหตุผลอะไรที่จีนจะต้องซื้อน้ำมันเป็นเงินดอลลาร์? มีเหตุผลอะไรที่จีนต้องทำการค้าระหว่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์? มีเหตุผลอะไรที่จีนต้องซื้อทองหรือสินภ้าโภคภัณฑ์ต่างๆเป็นดอลลาร์ ถ้าจีนยังคงใช้ดอลลาร์ต่อไป เท่ากับว่าจีนจะถูกบีบให้อยู่ใต้วัฏจักรการขึ้นลงของดอลลาร์ (boom/bust cycle) ภายใต้การกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางของสหรัฐ การปลดแอกจากอิทธิพลของดอลลาร์จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากว่าจีนต้องการเป็นมหาอำนาจโลกด้านเศรษฐกิจ แม้แต่ Alastaire Crooke อดีตสายลับ MI-6 ของอังกฤษ นักการทูต นักคิด นักเขียนออกมายอมรับว่าเปโตรดอลลาร์ […]

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่8)

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่8)

ที่ผ่านมา ค่าเงินหยวนผูกติดกับดอลลาร์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเงินหยวนที่ตลาดการเงินไม่ยอมรับ เพราะว่าจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ไม่ได้มีการเปิดประเทศอย่างเต็มที่ เศรษฐกิจจีนไม่ได้เปิดเสรีเหมือนของเศรษฐกิจของโลกตะวันตก การผูกหยวนกับดอลลาร์ทำให้จีนมีความสามารถในการแข่งขันในการส่งออก เพราะว่าจีนสามารถปรับค่าให้อ่อนได้ตามที่ต้องการ โดยที่ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวน้อยมากในแต่ละวัน เวลาส่งออกได้เงินดอลลาร์มา จีนเอาดอลลาร์ไปลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐ และเอาดอลลาร์สหรัฐกลับมาหนุนค่าเงินหยวนให้มีความเชื่อมั่นอีกต่อหนึ่ง จีนเดินตามเส้นทางนโยบายการเงินของประเทศเกิดใหม่ทุกประเทศที่ผูกค่าเงินกับดอลลาร์ เพื่อหนุนการส่งออก ได้ดอลลาร์มาก็ซื้อพันธบัตรสหรัฐเพื่อเก็บเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ สหรัฐยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าสามารถที่จะรีไซเกิ้ลเงินดอลลาร์กลับมาไฟแนนซ์การบริโภคที่เกินตัวของรัฐบาล รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐบูมจากการที่มีเงินดอลลาร์ไหลกลับเข้ามาในประเทศ โดยที่ไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อมากจนเกินไป เพราะว่าธนาคารกลางสหรัฐไม่จำเป็นต้องพิมพ์เงินมากเกินไปนั้นเอง จีนมองเห็นในอนาคตว่าเมื่อถึงเวลาจะปลดแอกอิทธิพลของดอลลาร์ มิเช่นนั้นจะถูกสหรัฐใช้ดอลลาร์เพื่อทำให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนอ่อนแอลง ด้วยเหตุนี้จีนจึงมีการซื้อทองเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง นาย Alistair MacLeod นักวิเคราะห์จาก Goldmoney Wealth คาดการว่า ประชาชนจีนน่าจะถือทองคำอยู่รวมกันประมาณ 12,000-14,000 ตัน หลังจากที่จีนมีนโยบายสนับสนุนให้มีการสะสมทองตั้งแต่ปี 2002 ส่วนรัฐบาลจีนเองน่าจะมีทองคำสำรอง 20,000 ตัน เทียบกับ 8,113 ตันของสหรัฐ โดยที่จีนเริ่มตุนทองคำอย่างเงียบๆตั้งแต่ปี 1983 ทำให้ตัวเลขเฉลี่ยที่ทางการจีนมีการซื้อทองเข้ามาประมาณ 600 ตันต่อปี โดยซื้อในราคาที่ถูกกว่าระดับปัจจุบันมาก การซื้อทองคำของจีนเป็นไปเพื่อสร้างเสถียรภาพ และความมั่นใจให้เงินหยวนในอนาคต เมื่อจีนเลิกผูกค่าเงินหยวนกับดอลลาร์ แต่จะมาอิงกับทองคำแทน นาย […]

คุณค่าของคนวัยเกษียณ

คุณค่าของคนวัยเกษียณ

By…เสกสรร โตวิวัฒน์ CFP® BF Knowledge Center ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ที่มีผู้ใหญ่อายุเกิน 60 เกินกว่า 20% ของประเทศ  สังคมไทยจึงเริ่มปรับตัวเพื่อผู้สูงอายุ  มีสินค้าเพื่อผู้สูงอายุ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ พื้นบ้านที่สอดรับกับสรีระผู้สูงวัย รถยนต์ที่มีรถยกรถเข็น มีบริการดูแลผู้สูงวัยระหว่างวันที่ลูกๆ ไปทำงานไม่อยู่บ้าน มีที่อยู่สำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ  นั่นคือมุมมองว่าผู้สูงอายุต้องการคนดูแล ต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์เฉพาะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เกษียณอายุเกิน 60 ปี จำนวนมากยังคงทำงาน มีบทบาทในสังคม โดยไม่ได้กลายเป็นภาระหรือต้องการคนดูแลตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้เกษียณในช่วงเริ่มต้น สำหรับคนวัยเกษียณ มุมมองที่มีต่อตนเอง ยังคงแตกต่างจากมุมมองจากคนวัยอื่น คำว่าเกษียณ หรือตัวเลข 60 มันไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายชีวิต หลังจากนอนหลับในคืนวันที่ 31 ธันวาคมในปีที่กษียณ ตื่นขึ้นมา 1 มกราคม ร่างกายยังคงเหมือนเดิม กำลังวังชา สมอง ยังเหมือนเดิม ดังนั้น การจะบอกว่าคนที่เกษียณแล้วต้องอยู่กับบ้าน อย่าทำงานหนัก […]

ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2018 โตต่อเนื่อง 4.1%

ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2018 โตต่อเนื่อง 4.1%

ในปีที่ผ่านมา นับเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีกว่าที่ตลาดคาด เห็นได้จากการปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้นหลายครั้ง โดยท้ายที่สุด ทั้งปี 2017 เศรษฐกิจไทยก็สามารถเติบโตถึง 3.9% เพิ่มขึ้นจาก 3.2% ในปี 2016 โดยมีการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำหรับในปี 2018 กองทุนบัวหลวง ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตได้ 4.1% เร่งขึ้นจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย โดยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย อาทิ การกลับมาของการลงทุนในประเทศ การท่องเที่ยวที่เติบโตได้ดีต่อเนื่อง และการส่งออกที่ยังคงเป็นพระเอกในปีนี้ ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์โลก ในขณะที่ การบริโภคของภาคเอกชนยังคงมีปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตอยู่บ้าง เมื่อเครื่องยนต์ “การลงทุนภาคเอกชน” สตาร์ทติด ในช่วงก่อนหน้านี้ การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่อง นับเป็นเรื่องที่น่ากังวลของเศรษฐกิจไทย แม้ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามนำร่องเร่งลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อให้ ภาคเอกชนลงทุนตาม แต่ผลที่ออกมากลับพบว่าเอกชนยังไม่กล้าลงทุนเพิ่มเติม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอุปสงค์ในตลาดโลกยังซบเซา และไปกระทบกับยอดสั่งซื้อ แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในปีที่ผ่านมา และเป็นการเติบโตแบบกระจายทั่วทุกภูมิภาค บวกกับความเสี่ยงต่างๆ ที่เคยคาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจนั้นได้เบาบางลงเร็วกว่าที่คาด ทำให้การส่งออกของไทยกลับมาเติบโตได้ดี และกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นมานับตั้งแต่ไตรมาส 2/2017 ทั้งปี 2017 การลงทุนภาคเอกชนจึงขยายตัวได้ […]

รัฐวิสาหกิจจีนยังคุมหนี้อยู่ อัตราหนี้ต่อสินทรัพย์ลด

รัฐวิสาหกิจจีนยังคุมหนี้อยู่ อัตราหนี้ต่อสินทรัพย์ลด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจของจีน (SASAC) เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจจีน (SOEs) ที่บริหารงานโดยรัฐบาลกลางมีจำนวนหนี้สินที่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และกำลังลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป นายเซียว ย่าชิ่ง ผู้อำนวยการ SASAC กล่าวว่า ระดับหนี้ของรัฐวิสาหกิจจีนที่บริหารงานโดยรัฐบาลกลาง อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โดย ณ สิ้นปี 2017 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์เฉลี่ยอยู่ที่ 66.3% ลดลง 0.4% เมื่อเทียบรายป