แบงก์ชาติแคนาดาคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% เหตุศก.ยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง

แบงก์ชาติแคนาดาคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% เหตุศก.ยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารกลางแคนาดาประกาศคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% ระบุแบงก์ชาติยังต้องระมัดระวังเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ แถลงการณ์จากธนาคารกลางแคนาดาระบุว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจเอื้อต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เพื่อให้เศรษฐกิจเคลื่อนตัวได้ใกล้เคียงกับศักยภาพ และเพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย

Home Bias

Home Bias

By…พิชย ฉัตรพลรักษ์  BF Knowledge Center  นักลงทุนคงเคยได้ยินอยู่บ่อยครั้งที่ว่า การกระจายเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่มีความหลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนลง ทั้งหมดนี้ ฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ว่า เราเห็นการใช้งานในชีวิตจริงน้อยมาก สาเหตุหนึ่งคือ ความอคติใน “ความติดบ้าน” (Home Bias) นั้นมีอยู่จริงและแทรกซึมเข้าไปในทุกประเภทของนักลงทุน ทั้งที่เป็นประเภทบุคคลและไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนประเภทสถาบันที่จัดอยู่ในกลุ่มนักลงทุนที่มีการรับรู้ข้อมูล (informed investors) ก็ตาม การกระจายเงินลงทุนมีข้อดีอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ นักลงทุนมีโอกาสที่จะลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ (ต่อข้อมูลข่าวสาร) มากขึ้น และจะช่วยลดความเสี่ยงที่เรียกกันทั่วไปว่า เป็นความเสี่ยงแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ความเสี่ยงที่ยึดติดกับด้านภูมิศาสตร์ใดหรือประเภทของสินทรัพย์ใด เพียงอย่างเดียว ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) นักลงทุนพึงพิจารณาความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนระหว่างประเภทสินทรัพย์ โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์เป็นตัววัด ควบคู่ไปกับอัตราผลตอบแทนและความผันผวนด้วย เนื่องจากความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนระหว่างประเภทสินทรัพย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อความผันผวนปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างหมวดสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีการพิจารณาจัดสรรพอร์ตโฟลิโอ และพึงปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนให้สอดคล้องกับค่าคาดการณ์ต่างๆ ของตลาด ผลตอบแทน นักลงทุนส่วนใหญ่ตระหนักดีว่า การกระจายความเสี่ยงเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารเงินลงทุนให้แก่พอร์ตโฟลิโอ อย่างไรก็ตาม บางครั้งนักลงทุนกลับเลือกที่จะยึดติดการลงทุนอยู่กับตลาดในบ้านตัวเอง เนื่องจากเป็นทางออกที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย […]

6 ขั้นตอนแก้หนี้ ทำไม่ยากหากตั้งใจจริง (ตอนจบ)

6 ขั้นตอนแก้หนี้ ทำไม่ยากหากตั้งใจจริง (ตอนจบ)

BF Knowledge Center ขั้นสุดท้าย ขั้นตอนที่หกของการแก้ไขหนี้ หากทำพยายามทำทุกวิถีทางแล้วพบว่า เงินต้นและดอกเบี้ยยังพอกพูน ไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยจำนวนหนี้ที่มากกว่ารายได้และทรัพย์สินอย่างมาก ขั้นตอนที่หก ขอผลัดผ่อน เลื่อนชำระ ประนอมหนี้ ถ้าทำทุกวิถีทางแล้วแต่หนี้ยังไม่หมด ยังหาเงินมาโปะมาลดต้นลดดอกไม่พอ ก็ต้องไปคุยกับฝั่งเจ้าหนี้ ขอผลัดผ่อน เลื่อนชำระหนี้ หรือประนอมหนี้ ถ้าเราทำเต็มที่ด้วยความพยายาม ด้วยความสัตย์จริง อย่างเต็มที่ เจ้าหนี้ก็คงไม่ใจร้าย ข่าวดีก็คือ เดี๋ยวนี้หน่วยงานกลางอย่าง ธปท. เขาเห็นความสำคัญในเรื่องนี้มาก และได้ร่วมหารือกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อช่วยเหลือผู้มีหนี้มากขึ้น โดยมุ่งหวังให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ให้ความรู้อย่างเดียว … เขาจัดตั้งคลินิคแก้หนี้ขึ้นเมื่อปีที่แล้ว คลีนิคแก้หนี้ เป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันที่ จัดตั้งขึ้นโดย ธปท. และสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารต่างประเทศ ธนาคารพาณิชย์ของไทยและต่างประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยเฉพาะหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย โดยลูกหนี้สามารถได้ข้อยุติกับธนาคารเจ้าหนี้หลายๆ แห่งในคราวเดียว ผ่านหน่วยงานกลางที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาแทนเจ้าหนี้ทุกรายอย่างครบวงจร ภายใต้กรอบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน นี่เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ ธปท […]

หุ้นไทยร่วงกว่า 17จุด ปิดตลาดที่ 1,781.64 จุด

หุ้นไทยร่วงกว่า 17จุด ปิดตลาดที่ 1,781.64 จุด

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดวันนี้ (7 มี.ค. 61) ที่ระดับ 1,781.64 จุด ลดลง 17.42 จุด หรือ -0.97% โดยระหว่างวันดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,798.13 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,780.12 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขาย ณ เวลา 17.06 น. อยู่ที่ 71,501.94 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.PTT ปิดที่ 540.00 บาท ลดลง -12.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 8,741.16 ลบ. 2.EA ปิดที่ 50.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย […]

เปิดศึก ‘ทรัมป์’ ยันเก็บภาษีเหล็กไม่เว้น หลายปท.โวยกระทบศก. กีดกันการค้า

เปิดศึก ‘ทรัมป์’ ยันเก็บภาษีเหล็กไม่เว้น หลายปท.โวยกระทบศก. กีดกันการค้า

รายงานข่าวระบุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า นโยบายเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมนั้น จะครอบคลุมถึงญี่ปุ่น และประเทศคู่ค้าหลักๆของสหรัฐ สหรัฐคงไม่มีตัวเลือกพิเศษใดให้ เว้นเสียแต่ว่าจะมีข้อแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรม “เราสูญเสียรายได้ทางการค้าไปแล้วถึง 8 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากนี้เกือบทุกประเทศยังพยายามเอาเปรียบสหรัฐ ซึ่งเราจะไม่ยอมอีกต่อไป เราจะสู้เพื่อบริษัทและแรงงานของเรา” ทรัมป์กล่าว ด้านนายฟิลิป โลว์ ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เปิดเผยว่า นโยบายเก็บภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กและอลูมิเนียมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นนโยบายที่ “น่าเศร้า” และ “เลวร้าย” “เป็นที่เด่นชัดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาว่า การกีดกันทางการค้านั้นสร้างความสูญเสียต่อทั้งประเทศที่ใช้มาตรการการดังกล่าวและประเทศอื่นๆ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” นายโลว์กล่าว “สิ่งนี้อาจนำมาซึ่งการบังคับใช้นโยบายตอบโต้จากนานาประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโลก” นายโลว์กล่าว

สหรัฐจ่อลงดาบจีน ฐานปล่อยให้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

สหรัฐจ่อลงดาบจีน ฐานปล่อยให้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แหล่งข่าวเปิดเผยว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯเตรียมพิจารณาดำเนินมาตรการตรวจสอบการลงทุนจากจีน และตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการเพื่อตอบโต้จีน กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างกว้างขวาง โดยแผนการดำเนินการดังกล่าวจะมีขึ้นภายหลังจากที่สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯได้ตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจีน ซึ่งมีขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯโพสต์บนทวีตเตอร์ว่า รัฐบาลจะพิจารณามาตรการต่างๆเพื่อตอบโต้จีนเร็วๆนี้ และจะเป็นผลดีต่อแรงงานสหรัฐฯที่กำลังว่างงาน อย่างไรก็ตาม การแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ซึ่งรวมถึงนายแกรี่ โคห์นที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเพื่อคัดค้านนโยบายกีดกันทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งนี้ นโยบายดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯทำให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับสงครามทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่6)

ซีรี่ส์: จีนผู้ชนะ (ตอนที่6)

จีนเข้าใจยุทธศาสตร์ของสงครามการเงินของสหรัฐเป็นอย่างดี และรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สักวันหนึ่งที่จีนจะต้องปลดแอกจากอิทธิพลของดอลล่าร์ มิเช่นนั้นแล้ว จีนจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างตลอดไปเหมือนกับญี่ปุ่นที่ยอมเป็นเบี้ยล่างสหรัฐ ผู้ที่อธิบายยุทธศาสตร์ของสงครามการเงินของสหรัฐได้ดีที่สุดคือ พลตรี Qiao Liang นักยุทธศาสตร์ชั้นแนวหน้าของจีน เนื้อหาที่เขาเขียนมีดังนี้: ในปี 2015  ในระหว่างการประชุมของคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์ เขาได้นำเสนอผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้ยุทธศาสตร์ของสงครามการเงินของสหรัฐในการทำลายประเทศต่างๆ โดยใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากการที่ดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก Qiaoอธิบายว่า สหรัฐอเมริกาใช้ดอลล่าร์เพื่อที่จะบริหารการค้าและการเงินภายนอกเพื่อประโยชน์แก่ตัวเอง สหรัฐส่งออกดอลล่าร์และเครดิตในรูปดอลล่าร์ให้โลกใช้ ด้วยวิธีการนี้ สหรัฐสร้างความร่ำรวยให้กับรัฐบาลของตัวเองและแบงก์อเมริกันทั้งหลาย ดอลล่าร์มีบทบาทสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากดอลล่าร์ไม่ได้ผูกติดกับค่าของทองคำ สหรัฐสามารถที่จะสร้างวัฎจักรของเศรษฐกิจที่บูมและล่มสลายให้ประเทศต่างๆที่ใช้ดอลล่าร์ได้ เนื่องจากสหรัฐมีการพิมพ์ดอลล่าร์ออกมาเป็นจำนวนมาก เพราะว่าไม่มีระบบมาตรฐานทองคำมาเป็นข้อจำกัดให้มีวินัยทางการเงิน ทำให้มีโอกาสเกิดเงินเฟ้อ สหรัฐเลี่ยงการสร้างเงินเฟ้อด้วยการปล่อยให้ดอลล่าร์ไหลไปหมุนเวียนในตลาดต่างประเทศ ในขณะเดียวกันสหรัฐต้องพยายามไม่พิมพ์ดอลล่าร์มากเกินควร เพราะว่าจะทำให้ดอลล่าร์อ่อนค่า หมดความน่าเชื่อถือ แล้วสหรัฐจะแก้ปัญหาการขาดแคลนดอลล่าร์ได้อย่างไร เมื่อไม่มีดอลล่าร์เพียงพอที่จะหมุนเวียนในเศรษฐกิจ? สหรัฐแก้ปัญหาดอลล่าร์ขาดแคลนด้วยการออกพันธบัตรเพื่อสร้างหนี้ และดูดเงินดอลล่าร์กลับเข้าประเทศ ด้วยวิธีการนี้ สหรัฐเล่นเกมการเงินที่มือซ้ายพิมพ์ดอลล่าร์ ส่วนมือขวายืมเงินดอลล่าร์กลับคืนมา การพิมพ์เงินสร้างกำไร การยืมเงินได้กำไรเหมือนกัน เศรษฐกิจการเงินของการใช้เงินเพื่อสร้างเงินง่ายกว่าการที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจที่อิงการผลิตอุตสาหกรรม สหรัฐเลือกที่จะไม่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการผลิตในระบบอุตสาหกรรม แต่เลือกที่จะเล่นการเงินมากกว่า เพราะคิดว่าสามารถคอนโทรลทุกอย่างได้ เนื่องจากมีแสนยานุภาพทางทหารคอยค้ำจุนอีกที ตั้งแต่วันที่15 สิงหาคมปีคศ 1971 หลังจากการยกเลิกมาตรฐานทองคำ สหรัฐได้ค่อยๆหยุดพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง และมุ่งหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจเวอร์ซ่วล […]

Active VS Passive Portfolio Management 

Active VS Passive Portfolio Management 

By… ศรศักดิ สร้อยแสงจันทร์ BF Knowledge Center สไตล์การบริหารพอร์ตของนักลงทุนหรือการบริหารกองทุนของผู้จัดการทุน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ การบริหารแบบ Active และ Passive ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก ถ้ายกตัวอย่างกองทุนหุ้น นักลงทุนมักเข้าใจว่ากองทุนที่เป็นประเภท Active Fund  ผู้จัดการกองทุนต้องขยันทำการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เพื่อทำกำไร โดยคาดหวังว่าผู้จัดการกองทุนต้องมีความรู้ความสามารถสูงกว่านักลงทุนทั่วไป และมีข้อมูลที่ดีกว่า ควรมองหรือคาดการณ์ได้ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง และหุ้นตัวไหนจะขึ้น จึงเข้าไปซื้อไว้ก่อนและขายออกที่ราคาสูงๆ ในความเป็นจริงผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางของตลาดหรือหุ้นรายตัวได้ถูกต้องแม่นยำเหนือนักลงทุนทั่วไป ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากความสามารถในการจับจังหวะตลาดและทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาหุ้น (ถ้าเทียบกันแล้วนักลงทุนอาจซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าผู้จัดการกองทุนด้วยซ้ำไป) ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจากการคัดสรรและเลือกลงทุนในหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนได้ทำการวิเคราะห์มาอย่างรอบด้านแล้วว่าเป็นหุ้นที่ราคามีโอกาสขึ้นดีจากพื้นฐานของตัวบริษัทที่มียอดขายและกำไรที่ดี มีอัตราการเติบโตสูง มีองค์ประกอบของสินค้า/บริการ ผู้บริหาร แผนธุรกิจ ที่สอดคล้องและได้ประโยขน์จากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์และติดตามข้อมูลของบริษัทต่างๆ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจ อุตสหากรรม อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความ Active หรือความขยันของผู้จัดการกองทุน ซึ่งเน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อขายหุ้นบ่อยๆ ให้สิ้นเปลืองค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โดยยังไม่นับโอกาสขาดทุนจากการเก็งกำไรในระยะสั้น กองทุนที่บริหารแบบ Passive ผู้จัดการกองทุนไม่ได้ทำงานน้อยหรือขี้เกียจ […]

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงเกือบ 10 จุด อยู่ที่ 1,799.06 จุด

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงเกือบ 10 จุด อยู่ที่ 1,799.06 จุด

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดวันนี้ (6 มี.ค. 61) ที่ระดับ 1,799.06 จุด ลดลง -9.83 จุด หรือ -0.54% โดยระหว่างวันดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,817.93จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,795.34 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขาย ณ เวลา 17.24 น. อยู่ที่ 79,898.60ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.BANPU ปิดที่ 22.90 บาท ลดลง -0.30 บาท มูลค่าการซื้อขาย 9,920.15 ลบ. 2.EA ปิดที่ 50.25 บาท ลดลง -9.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 6,934.12 ลบ. […]

ราคาบิทคอยน์กลับยืนเหนือค่าเฉลี่ย 50 วัน ลุ้นทะยานขึ้นรอบใหม่

ราคาบิทคอยน์กลับยืนเหนือค่าเฉลี่ย 50 วัน ลุ้นทะยานขึ้นรอบใหม่

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ราคาบิทคอยน์ สกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 50 วันเป็นครั้งแรกนับแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยราคาบิทคอยน์ที่กลับขึ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน อาจเพิ่มแรงกรุตุ้นที่ทำให้นักลงทุนและนักเก็งกำไรซื้อบิทคอยน์มากขึ้นหนุนราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นรอบใหม่ต่อไป ราคาบิทคอยน์ฟื้นตัวขึ้น หลังร่วงลงอย่างรวดเร็วในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จากการที่หน่วยงานที่กำกับดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและภาคการเงินต่างจับตาใกล้ชิด สร้างแรงกดดัน