ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 พ.ย. 62 ปิดตลาดที่ 1,609.38 จุด ลดลง 5.42 จุด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 พ.ย. 2562 ปิดตลาดที่ 1,609.38 จุด ลดลง 5.42 จุด หรือ -0.34% โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดที่ 1,620.60จุด ต่ำสุดที่ 1,608.64 จุด มูลค่าการซื้อขาย 87,951.52 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.GPSC ปิดที่ 86.50 บาท ลดลง -2.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 7,052.28 ลบ. 2.BGRIM ปิดที่ 54.00 บาท ลดลง -2.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,066.47 ลบ. 3.OSP ปิดที่ 41.25 บาท ลดลง -1.25 บาท […]
เซี่ยงไฮ้ขึ้นแท่นปลายทางการลงทุนอสังหาริมทรัพย์สำคัญที่สุดของจีน
รายงานข่าวจากไชน่าเดลี ระบุว่า เซี่ยงไฮ้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของจีนและเป็นประตูสำหรับนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน รายงานการคาดการณ์อสังหาริมทรัพย์ล่าสุดที่ชื่อว่า Emerging Trends in Real Estate Asia-Pacific 2020 จัดทำโดย Urban Land Institute (ULI) ร่วมกับ PwC ระบุว่า เซี่ยงไฮ้ยังคงสถานะเป็นจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนชื่นชอบ สมกับฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของจีน โดยสรุปเป็นเมืองที่มีข้อตกลงข้ามพรมแดนมากที่สุดในประเทศ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับไปลงทุนที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน แม้จะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐก็ตาม โดยสถาบันระดับโลกเลือกที่จะกระจายพอร์ตไปยังเซี่ยงไฮ้ และยกให้เป็นปลายทางที่น่าสนใจของพวกเขา รายงานยังระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของจีนสูงเป็นประวัติการณ์แตะ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเซี่ยงไฮ้สร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้เซียงไฮ้กลายเป็นเมืองที่มีสภาพคล่องมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากนิวยอร์ก โตเกียว และปารีส ขณะที่ จำนวนและขนาดของธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตรงกันข้ามกับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนนี้นักลงทุนต่างชาติมักจะประสบปัญหาในการลงนามทำสัญญาในเมืองใหญ่ๆ ของจีน
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 25 พ.ย. ปิดตลาดที่ 1,614.80 จุด เพิ่มขึ้น 17.08 จุด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 25 พ.ย. 2562 ปิดตลาดที่ 1,614.80 จุด เพิ่มขึ้น 17.08 จุด หรือ +1.07% ระหว่างวัน ดัชนีสูงสุดที่ 1,614.80 จุด ต่ำสุดที่ 1,601.76 จุด มูลค่าการซื้อขาย 47,419.83 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.KBANK ปิดที่ 156.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท (+1.96%) มูลค่าการซื้อขาย 2,671.87 ลบ. 2.TRUE ปิดที่ 4.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.14 บาท (+3.30%) มูลค่าการซื้อขาย 2,377.13 ลบ. 3.PTT ปิดที่ 43.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท (0.58%) มูลค่าการซื้อขาย 1,682.96 ลบ. 4.SCC ปิดที่ 393.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท (+1.55%) มูลค่าการซื้อขาย 1,578.12 ลบ. 5.BGRIM ปิดที่ 56.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท (+3.23%) มูลค่าการซื้อขาย 1,410.44 ลบ.
มาเลเซียตั้งเป้าหมายเอสเอ็มอีเกือบทั้งประเทศจะเปลี่ยนสู่การทำธุรกรรมไร้เงินสดภายในปี 2022
นิว สเตรทไทม์ส รายงานว่า องค์กรวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของมาเลเซีย คาดการณ์ว่า เอสเอ็มอีเกือบทั้งหมดจะใช้ประโยชน์จากการชำระเงินดิจิทัลหรือการทำธุรกรรมไร้เงินสดภายในปี 2022 Noor Azmi Mat ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร องค์กรเอสเอ็มอีของมาเลเซีย กล่าวว่า หน่วยงานพยายามอย่างหนักในการร่วมมือกับธนาคารนำเสนอการทำกิจกรรมด้านการธนาคาร ที่มีลักษณะทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์เพื่อทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิตที่ดีขึ้น “การชำระเงินแบบไร้เงินสด เป็นขั้นตอนแรกของการนำไปสู่ดิจิทัล โดย ธนาคาร RHB เพิ่งนำเสนอโปรแกรมเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ แอปพลิเคชัน โปรแกรมมิ่ง อินเตอร์เฟซ (เอพีไอ) เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงระบบการชำระเงินอัตโนมัติ” Azmi กล่าว ทั้งนี้ การเข้าใช้งานดังกล่าวจะทำให้เอสเอ็มอีได้รับบันทึกทางการเงินโดยอัตโนมัติ เพราะแอปพลิเคชันจะเก็บข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดเอาไว้ ช่วยแก้ปัญหาของเอสเอ็มอีเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลกิจกรรมที่ทำได้ นอกจากนี้ยังช่วยธุรกิจในการไปสู่ดิจิทัล เปิดโอกาสใหม่ ให้กับเอสเอ็มอี โดยคาดว่า การไปสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีจะใช้เวลา 2-3 ปี หรืออาจพูดได้ว่าในช่วงเวลานั้น เอสเอ็มอีเกือบทั้งหมดจะใช้การชำระเงินแบบไร้เงินสดแล้ว
B-LTF B-TOPTENLTF BBASICDLTF BLTF75 LTF News Update Press Release
กองทุนบัวหลวง ชวนลงทุนผ่านกองทุน LTF 4 สไตล์ที่โดนใจ โดยให้คาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว มากกว่าแค่ประหยัดภาษี
กองทุนบัวหลวง นำเสนอกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) 4 สไตล์ ได้แก่ กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว (B-LTF) กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว 75/25 (BLTF75) กองทุนเปิดบัวหลวงทศพลหุ้นระยะยาว (B-TOPTENLTF) และกองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 หุ้นระยะยาวปันผล (BBASICDLTF) ทั้ง 4 กองทุนนี้เป็นทางเลือก เพื่อมอบโอกาสในการสะสมผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทยในระยะยาว พร้อมให้คำมั่นบริหารกองต่อไปอย่างดี เพื่อคนไทยที่มอบความไว้ใจให้ดูแลเงินใน LTF กว่าแสนล้านบาท นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ Head of Business Distribution บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า ช่วงปลายปี 2562 นี้ หากนักลงทุนกำลังมองหากองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อลงทุน ทั้งคาดหวังผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว มากกว่าแค่การประหยัดภาษี โดยปีนี้เป็นปีสุดท้าย ก็สามารถลงทุนได้กับกองทุนบัวหลวง ซึ่งมี LTF ให้เลือกถึง […]
ดัชนีหุ้นไทย 22 พ.ย. ปิดตลาด 1,597.72 จุด เพิ่มขึ้น 5.86 จุด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 22 พ.ย. 2562 ปิดตลาดที่ 1,597.72 จุด เพิ่มขึ้น 5.86 จุด หรือ +0.37% ระหว่างวัน ดัชนีสูงสุดที่ 1,599.49 จุด ต่ำสุดที่ 1,591.18 จุด มูลค่าการซื้อขาย 42,224.48 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.ADVANC ปิดที่ 220.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,040.07 ลบ. 2.KBANK ปิดที่ 153.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท (+2.34%) มูลค่าการซื้อขาย 1,667.45 ลบ. 3.CPALL ปิดที่ 75.25 บาท ลดลง 0.25 บาท (-0.33%) มูลค่าการซื้อขาย 1,603.19 ลบ. 4.BDMS ปิดที่ 24.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท (+0.83%) มูลค่าการซื้อขาย 1,497.16 ลบ. 5.SCB ปิดที่ 118.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท (+0.85%) มูลค่าการซื้อขาย 1,388.82 ลบ.
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์เศรษฐกิจจีนจะมีเสถียรภาพในปี 2020
โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป ออกมาประเมินทิศทางเศรษฐกิจจีนว่า จากการที่ความขัดแย้งทางการค้าลดลง กิจกรรมการผลิตโลกที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และการสนับสนุนจากฝ่ายนโยบายที่มีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพมากขึ้นในปีหน้า ทั้งนี้ Andrew Tilton และ Hui Shan นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ร่วมกันเขียนรายงานทิศทางปี 2020 โดยประเมินว่า เศรษฐกิจจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก คาดว่าจะเติบโตได้ 5.8% ในปีหน้า โดยจะได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคที่มีความยืดหยุ่น ขณะที่จากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์หลายๆ สำนักโดยบลูมเบิร์ก ประเมินว่า เศรษฐกิจจีนปี 2020 น่าจะเติบโตได้ 5.9% โกลด์แมน แซคส์ มองว่า จะเห็นเศรษฐกิจจีนที่มีเสถียรภาพ หรือเร่งความเร็วของการเติบโตได้ดีขึ้นในปีหน้า ซึ่งจะสะท้อนผลงานที่ดีของฝ่ายนโยบายจีน ที่สามารถต่อสู้กับผลกระทบทางลบต่างๆ รับมือความเสี่ยงทางการเงิน และผลกระทบด้านความเชื่อมั่นที่เกิดจากสงครามการค้าได้
ส่องทิศทางเศรษฐกิจอาเซียนปี 2020 ตอน อินโดนีเซีย
BF Asean Corner ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เทียบกับปี 2018 เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มีเงินไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี เพราะทั้งค่าเงินและดุลบัญชีเดินสะพัดมีเสถียรภาพ อินโดนีเซีย แม้จะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้อยที่สุดในอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ไทย มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอยู่ ผ่านการที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงตาม ซึ่งอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์มาก จึงได้รับผลกระทบไปด้วยโดยปริยาย ดังนั้นจึงมองว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปีนี้น่าจะเติบโตได้ประมาณ 5% ลดลงจากปีที่แล้วที่เติบโตได้ 5.2% เมื่อมองไปถึงปี 2020 เศรษฐกิจอินโดนีเซียน่าจะเติบโตดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 5.1% มาจากการที่ปีหน้าอินโดนีเซียน่าจะอยู่ในวงจรการลงทุนที่เติบโตดีขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาอินโดนีเซียพยายามลดการนำเข้าลง เพื่อลดการขาดดุลการค้า แต่ปีหน้า เมื่อ โจโค วิโดโด หรือโจโควี เพิ่งจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ไปเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ก็มองว่า น่าจะมีการออกนโยบาย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น มีการออกโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลของวงจรการลงทุนรอบนี้น่าจะมีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2021 ทั้งนี้ […]
ดัชนีหุ้นไทย 21 พ.ย. ปิดตลาด 1,591.86 จุด ลดลง 4.97 จุด
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 พ.ย. 2562 ปิดตลาดที่ 1,591.86 จุด ลดลง 4.97 จุด หรือ -0.31% ระหว่างวัน ดัชนีสูงสุดที่ 1,595.77 จุด ต่ำสุดที่ 1,583.77 จุด มูลค่าการซื้อขาย 47,152.79 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.TRUE ปิดที่ 4.12 บาท ลดลง 0.04 บาท (-0.96%) มูลค่าการซื้อขาย 3,388.80 ลบ. 2.ADVANC ปิดที่ 220.00 บาท ลดลง 7.00 บาท (-3.08%) มูลค่าการซื้อขาย 2,916.46 ลบ. 3.CPALL ปิดที่ 75.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 2,343.62 ลบ. 4.PTT ปิดที่ 43.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท (+0.58%) มูลค่าการซื้อขาย 1,684.48 ลบ. 5.GULF ปิดที่ 176.00 บาท ลดลง 0.50 บาท (-0.28%) มูลค่าการซื้อขาย 1,660.97 ลบ.
รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมให้เงินอุดหนุนผู้สูงอายุซื้อรถใหม่ที่มีระบบสนับสนุนด้านความปลอดภัย
นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะให้เงินอุดหนุนกับรถยนต์ใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอุบัติเหตุซึ่งเกิดจากการขับขี่โดยผู้สูงอายุมากขึ้น และเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจของประเทศด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจะเสนอผลตอบแทนจูงใจ (อินเซนทีฟ) ให้กับผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องการซื้อรถยนต์ที่มีระบบสนับสนุนด้านความปลอดภัย มีฟีเจอร์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการชน โดยจะสนับสนุน 100,000 เยน หรือ 920 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการซื้อรถยนต์ใหม่ทั่วไป และ 70,000 เยน สำหรับการซื้อรถยนต์เล็ก หรือที่เรียกว่า Kei cars ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ การอุดอนุนเงินครั้งนี้ ถูกรวมอยู่ในแพ็กเกจและนโยบายการคลังที่รัฐบาลจะประกาศออกมาในเดือน ธ.ค. นี้ โดยจะใช้งบประมาณเสริมจากงบประมาณปีนี้ ร่วมกับงบประมาณประจำปี 2020 ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นประสบปัญหาอุบัติเหตุที่มาจากผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด เป็นผลจากจำนวนประชากรสูงอายุของประเทศที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขล่าสุด สิ้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า ในปี 2018 การขับรถของผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป […]









